เจริญพรสาธุชนชาวไทย... เมื่อประมาณ ตี ๕ ของวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๘ ได้มีประกาศจากสำนักพระราชวังว่า… สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ เวลา ๒๑.๒๑ น. ซึ่งนับเป็นข่าวที่สะเทือนจิตใจพสกนิกรชาวไทยอย่างยิ่ง
ดังนั้นในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๘ ซึ่งมีการจัดทอดผ้ากฐินสามัคคี ณ วัดป่าอารยวังสาราม (ธ) อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีคณะศรัทธามาจากทั่วสารทิศ ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง จึงได้ใช้โอกาสดังกล่าว อาราธนานิมนต์พระสงฆ์และเชิญชวนคณะศรัทธาร่วมประกอบการกุศล เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีการสวดพระอภิธรรมและแสดงธรรมสังเวชบูชาคุณแม่แห่งแผ่นดิน และเมื่อสิ้นสุดการถวายสังฆทาน ประเภทมตกภัตร จึงได้มีการมอบหมายให้ พลเอกจิรเดช กมลเพ็ชร อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก กล่าวถวายบูชาพระคุณใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่เสด็จสู่สวรรคาลัย ท่ามกลางการน้อมจิตตามของทุกคนที่มาร่วมงานในเช้าวันนั้น ด้วยความพร้อมใจกันดียิ่งต่อการแสดงถึงความจงรักภักดี…
สำหรับในส่วนของการบรรยายธรรม ได้บอกกล่าวเล่าเรื่อง พระราชศรัทธาในสมเด็จนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีต่อพระพุทธศาสนา ดังปรากฏในพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลหลายประการ เช่น การพระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อสร้างวัด และสนับสนุนงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงการสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร การสนับสนุนการอนุรักษ์ประเพณีและศิลปวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ด้วยทรงเล็งเห็นคุณค่าของประเพณีและศิลปวัฒนธรรมอันดีงามที่เชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนา โดยมีพระราชประสงค์เชิงอนุรักษ์
ดังปรากฏเป็นหลักฐานรับรองพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) เพื่อการเรียกใช้เป็นกัปปิยภัณฑ์อันควร โดย พระเจ้า
วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ได้อัญเชิญมาปวารณาถวายเป็นกัปปิยภัณฑ์ อันสามารถเรียกใช้ตามมูลค่าดังกล่าว ณ วังเทเวศร์ กรุงเทพฯ ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ โดยจำได้ว่า ทรงห่อด้วยผ้ามาอย่างสวยงาม และในครั้งนั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ได้มีพระศรัทธาร่วมถวายปัจจัยทำบุญด้วย เป็น ปัจจัยมูลค่า ๕๐,๐๐๐ บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) เพื่อการเรียกใช้เป็นกัปปิยภัณฑ์ โดยมี น.ส.รจนา วานิช อุปัฏฐาก เป็นผู้รับปัจจัย เพื่อการปวารณาให้เรียกใช้เป็นกัปปิยภัณฑ์ตามมูลค่าดังกล่าวได้ ซึ่งในขณะนั้น อาตมากำลังทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอยู่ในชมพูทวีป (อินเดีย) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเดินทางไปอยู่จำพรรษาในสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงใช้สอยบำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์ เช่น ถ้ำดงคสิริ ในเขตอุรุเวลาเสนานิคม มคธชนบท หรือ คยา รัฐพิหาร อินเดียปัจจุบัน
จำได้ว่า เมื่อได้รับการถวายปัจจัยจำนวนดังกล่าว จึงได้เรียกใช้เป็นกัปปิยภัณฑ์ในการประกอบการกุศลที่สังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยอาราธนานิมนต์คณะสงฆ์ไทยเจริญพระพุทธมนต์และรับสังฆทาน พร้อมถวายปัจจัยบำรุงวัดไทยในพื้นที่พุทธคยาตามความเหมาะควร โดยมีเจตนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นการจัดการงานการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ที่พุทธคยา ทราบว่า ยังมีปัจจัยคงเหลืออยู่จำนวน ๔ แสนเศษ จึงได้ทำเรื่องขออนุญาตนำมาเป็นกองทุนสร้าง หอคัมภีร์ธรรม เพื่อฉลองพระราชศรัทธาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) ในพระราชูปถัมภ์ จ.ลำพูน โดยมีคณะศิษย์ศรัทธาร่วมสมทบทุนสร้างถวายเป็นการภายใน ไม่มีการบอกบุญหรือไม่มีการเรี่ยไร ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้เสนาสนะ วิหาร อุโบสถ กุฏิที่พัก เป็นไปอย่างสะอาด สามารถใช้สอยได้ ไม่เป็น วัตถุนิสสัคคีย์ ที่ปรับโทษ อาบัติปาจิตตีย์ แก่พระสงฆ์ผู้ละเมิด...
ดังนั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) จึงได้มีพระกรุณารับเชิญเสด็จ เพื่อทรงยกช่อฟ้าและทรงเปิดป้ายหอคัมภีร์ธรรมดังกล่าว ซึ่งได้ทรงพระอนุญาตตามที่ขอพระกรุณาประทานชื่อหอคัมภีร์ธรรม ว่า
“หอคัมภีร์ธรรมกิติยากร ใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ” พร้อมทรงรับเชิญ เสด็จทรงเปิดป้ายหอคัมภีร์ธรรมกิติยากร เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ เวลา ๑๕.๓๐ น. โดยมีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) นำข้าราชบริพาร ข้าราชการและประชาชนจังหวัดลำพูน ถวายการรับเสด็จ ซึ่งเป็นภาพที่ยังติดตาตรึงใจ ข้าราชการและพสกนิกรชาวลำพูนมาจนถึงปัจจุบันนี้.. โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นการประกอบการกุศล ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง .. “แม่ผู้เป็นที่รักของแผ่นดิน.. ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า”
จึงนับเป็นเรื่องที่ควรบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) ในพระราชูปถัมภ์ สืบไป และเชื่อมั่นได้ว่า ทรงประกอบการกุศลในการสนับสนุนกิจการพระศาสนาในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งในด้านการศึกษาเล่าเรียนและการปฏิบัติธรรม
ดังปรากฏหลักฐานที่ทรงศึกษาและปฏิบัติธรรม ซึ่งมีการเขียนบันทึกเผยแผ่พระราชศรัทธาในพระองค์ว่า ทรงศึกษาธรรมในพระพุทธศาสนา ๓ ลักษณะ ได้แก่
๑) ทรงศึกษาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงยกย่องเทิดทูน พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่าเป็นผู้พระราชทานความรู้แก่พระองค์ทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพระบวรพุทธศาสนา
๒) ทรงศึกษาโดยการสดับพระธรรม เทปธรรมะและสนทนาธรรมกับพระมหาเถระผู้ใหญ่ อาทิ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงสนทนากับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นต้น
๓) ทรงศึกษาจากหนังสือธรรมะ ได้แก่ หนังสือพุทธประวัติ ประวัติพุทธศาสนา ประวัติพระอริยสงฆ์ หนังสือชาดก หนังสือเรื่องกองทัพธรรม รวมถึงหนังสือสวดมนต์ต่างๆ..
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงมีพระราชศรัทธาที่มั่นคงในพระบวรพุทธศาสนา ด้วยความเข้าพระทัยในหลักธรรมคำสอนในพระพุทธองค์อย่างลึกซึ้ง และทรงน้อมนำมาปฏิบัติ ส่งผลให้พระมหากรุณาธิคุณ สืบสานราชธรรม ปกแผ่ไปทั้งมวลหมู่พสกนิกร.. ทรงมีพระราชดำริให้ความคุ้มครองแม้ในหมู่สัตว์ที่ทรงขอให้มีการอนุรักษ์สายพันธุ์.. ยังความร่มเย็นเป็นสุขให้เกิดปรากฏมาโดยตลอดทั่วทั้งแผ่นดินไทย...
จึงสมควรอย่างยิ่งที่ชาวไทยทุกหมู่เหล่า จักได้น้อมใจรำลึกบูชาพระคุณ แม่แห่งแผ่นดิน ซึ่งทรงแสดงถ้อยกถาอันล้ำเลิศไว้ในหัวใจของเราทุกคนชาวไทย ดังความว่า.. “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า.. ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ.. พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า..” นี่คือพระราชดำรัสอันทรงคุณค่าจากพระหฤทัยที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรมอันล้ำเลิศ.. สมยิ่งกับ พระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ที่ทรงปฏิบัติมาตลอดสมัย!!.
เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความฉ้อฉลทางจิตวิญญาณ .. ภัยร้ายของมนุษยชาติ!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ผลพวงจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ สะท้อนเหตุปัจจัยภาคสังคมหลายประการ ที่ทุกฝ่ายต้องศึกษาพิจารณาเพื่อความเข้าใจในสภาพธรรมทางสังคม ที่สะท้อนภาวะผลกรรมในองค์รวมของ กระแสจิตวิญญาณมหาชน..
บทสะท้อน... กระแสจิตหมู่... ภาคสังคม .. สู่การเลือกตั้ง!! .. ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ..
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. กำลังจะเข้าสู่ วันแห่งสันติภาพ.. ที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างอิงเสียงประชาชนเป็นใหญ่ หมายถึง อำนาจในการปกครองที่มาจากปวงชน.. อันเป็นที่มาของคำถามว่า อะไรคืออำนาจ, อะไรคือหน้าที่.. และ หน้าที่กับอำนาจ จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ เป็นไปเพื่อ สันติภาพของมนุษยชาติแท้จริง... ดังที่จะได้มีการใช้อำนาจ (อธิปไตย) ผ่านหน้าที่ตามสิทธิในการเลือกตั้งตามระบอบ ให้อำนาจและหน้าที่แก่ประชาชนใช้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดมีขึ้นในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ นี้ ในประเทศของเรา..
ธรรมชาติโดยธรรม ของผู้นำ ผู้แทน ผู้ปกครอง!
เจริญพร สาธุชน ผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เรื่องการเลือกผู้นำตามระบอบประชาธิปไตย ที่ประเทศในโลกตะวันตกพากันเห่อ.. คลั่งไคล้.. จนแพร่ระบาดมาสู่เอเชีย แผ่ไปทั่วบ้านเล็กเมืองน้อย ที่อนุวัตไปตามกระแส โลกาธิปไตย จริงๆ แล้ว มิใช่เป็นเรื่องใหม่ นับตั้งแต่เกิดการอุบัติขึ้นของสังคมมนุษยชาติ
เสียงสะท้อน-ข้อเสนอนโยบาย จากภาคประชาชนถึงพรรคการเมือง
ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายต่างๆ ต่อประชาชน เพื่อหวังผลคะแนนเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการส่งตัวแทนพรรคไปร่วมเวทีดีเบต-นำเสนอนโยบายตามเวทีต่างๆ ที่จัดขึ้นหลายแห่ง
อย่าเลือกคน Gen Im เป็นผู้แทนอย่างเด็ดขาด!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เมื่อพิจารณาลงไปในกระแสสังคมปัจจุบันที่อยู่ภายใต้อำนาจโลกธรรมอันมี เทคโนโลยีไอที เป็นใหญ่ ที่ชาวโลกมีความภาคภูมิใจให้เพลิดเพลินในการเข้าไปเชยชมยึดติด.. จึงกลายเป็น วัตถุกาม ของมารที่มีไว้ล่อหลอกให้สัตว์ทั้งหลายเข้าไปรักใคร่ ใหลหลง ผูกมัดรัดยึด ก่อเกิดความเศร้าหมองเร่าร้อน ด้วย อิทธิฤทธิ์ของมารา ที่ใช้มายา.. เป็นเครื่องมือ..
เจาะสนามเลือกตั้งขอนแก่น กระแส-กระสุนวัดกันเดือด!
กลายเป็นอีกสนามเลือกตั้งที่คอการเมืองต่างเฝ้าจับตามองและหมายมั่นปั้นมือที่จะคว้าเก้าอี้สำคัญของ จ.ขอนแก่น มาให้ได้ ดูได้จากการโหมโรงหรือการลงพื้นที่หาเสียงจากทุกพรรคการเมืองที่ล้วนต่างขนขุนพลชั้นนำระดับประเทศมาพบปะ มาปราศรัย มาลงพื้นที่เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.เขตของตนเอง แม้กระทั่งบางพรรคจะไม่มีตัวผู้สมัครเขต แต่ก็มาขอคะแนนเสียงเพื่อลงคะแนนให้กับ สส.บัญชีรายชื่อกันแทบทุกวันกันเลยทีเดียว

