สถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2568 จับตาพรรคการเมืองปั่นกระแส บิดเบือนข้อมูลเพื่อโจมตีทางการเมือง

เข้าสู่ช่วงนับถอยหลังกำลังจะผ่านพ้นไปแล้วสำหรับปี 2568 หลายภาคส่วนมีการวิเคราะห์-สรุปสถานการณ์ในด้าน”การเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี”เพื่อให้เห็นฉากทัศน์ของปี 2568 ที่กำลังผ่านไปและการคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า 2569

สำหรับในส่วนของเรื่อง”แรงงาน”ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสังคม-เศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจของประเทศจะขับเคลื่อนได้ ก็ต้องมีการแรงงาน-มีคนเข้ามาทำงานในระบบเศรษฐกิจและการจ้างงาน

โดยในส่วนของ”แรงงานข้ามชาติ”ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างสถานการณ์การสู้รบไทย กับกัมพูชาตอนนี้ ก็ทำให้แรงงานกัมพูชาต้องเดินทางออกจากประเทศไทยกลับภูมิลำเนาที่กัมพูชาตั่งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ ภาคการผลิตบางส่วน ก็ขาดแคลนแรงงานฯ จนกระทรวงแรงงานมีนโยบายที่จะเปิดให้แรงงานต่างชาติบางประเทศเข้ามาทำงานแทนแรงงานกัมพูชา  เป็นต้น

สำหรับภาพรวมแรงงานต่างชาติในปีนี้ ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะพบว่าเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่สมาคมผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ (FCCT) อาคารมณียา เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group :MWG) จัดแถลงข่าวเนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากลปี 2568  (International Migrants Day 2025) ภายใต้หัวข้อ “ปี 2025 จากไซต์งานก่อสร้างถึงสนามรบ : วิกฤติแรงงานข้ามชาติจากชั่วคราวจนเป็นปัญหาชั่วโคตร”  โดยเป็นการสรุปภาพรวมสถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2568 พร้อมประเด็นเด่นการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ภัยสงคราม และจับตาสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย

 ‘เครือข่ายประชากรข้ามชาติ’ ชำแหละวิกฤตแรงงานข้ามชาติปี 68

โดย””.ส. โรยทราย วงศ์สุบรรณ จากเครือข่ายประชากรข้ามชาติ” ได้สรุปภาพรวมสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในปี 2568 พร้อมประเด็นเด่นเรื่องการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ภัยสงคราม และการจับตาสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย โดยระบุว่า ตลอดปี 2568 มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานถึง 3 คน  แต่กลับไม่ได้มีนโยบายใด ๆ ที่โดดเด่นออกมาเลย ในการช่วยแก้ปัญหาที่ผู้ประกอบการไทย นายจ้าง หรือตัวแรงงานข้ามชาติกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น กรณีตึกสตง.ถล่ม, กรณีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อย ลำไย ก่อสร้าง, หรือกรณีที่ดีเอสไอจับกุมคอร์รัปชันในการขึ้นทะเบียนเอกสาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างมาก และสิ่งที่เห็นได้ชัดในปีนี้คือวิกฤตที่เกิดจากภัยพิบัติและเหตุการณ์ไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นกรณีตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ทำให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศหลักแสนคน และล่าสุดคือน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่จ้างงานสูงในอุตสาหกรรมยางพารา ก่อสร้าง บริการ หรือโรงงานอาหารทะเล ปัญหาคือแม้แรงงานข้ามชาติจะต้องอยู่ในระบบประกันสังคม แต่ความเป็นจริงคือเอกสารการจ้างงานระหว่างแรงงาน นายจ้างตัวจริง และนายหน้า มักจะไม่ตรงกัน ทำให้แรงงานจำนวนมากเข้าไม่ถึงสวัสดิการประกันสังคมและการเยียวยาตามกฎหมายกำหนด ทั้งกรณีผู้เสียชีวิต หรือพิการจากตึกสตง.ถล่ม หรือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดงานในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่

“รัฐบาลไทยออกแบบระบบประกันสังคมมาอย่างดี แต่ในความเป็นจริงกลับปฏิบัติไม่ได้เลย ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวมาจนถึงน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นเวลานานแล้ว แต่กระทรวงแรงงานไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะปรับปรุงให้แรงงานข้ามชาติได้รับการช่วยเหลือเยียวยาดูแล หรือบังคับให้นายจ้างเอาจริงเอาจังในการประกันสังคมแรงงาน” นางสาวโรยทรายระบุ

“นางสาวโรยทราย”กล่าวต่อว่า ข้อมูลสถิติระบุว่า ตัวเลขแรงงานข้ามชาติถูกกฎหมายได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3,064,000 คนในปีที่แล้ว เป็น 3,651,000 คนในปีนี้ จากการเปิดจดทะเบียนรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ที่เข้าประกันสังคมยังคงอยู่ที่ประมาณ 1,400,000 คนเท่านั้น ช่องว่างของตัวเลขที่หายไปจากระบบ ทำให้คนไทยบางส่วนกังวลว่าแรงงานเหล่านี้อาจเป็นภัยหรือมาแย่งทรัพยากร ทั้งที่ความเป็นจริง สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นกลไกขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

...การอพยพกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาทำให้เกิดวิกฤตแรงงานขาดแคลนในภาคเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจลำไยและอ้อย ซึ่งมีช่วงเวลาจำกัดในการเก็บเกี่ยว โดยธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า กรณีวิกฤตแรงงานกัมพูชากลับประเทศนี้ ทำให้ธุรกิจลำไยมีความเสียหายสูงถึงประมาณ 2,600 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงแรงงานไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ จนสร้างภาระให้กับธุรกิจและเอกชนไทย นอกจากนี้ การที่กระทรวงแรงงานยังคงใช้โมเดล "หนึ่งนายจ้าง ต่อ หนึ่งแรงงาน" ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ภาคเกษตรได้ โดยเฉพาะการเก็บเกี่ยวอ้อยที่ต้องใช้แรงงานตามฤดูกาล และไม่เคยมีวิสัยทัศน์ที่จะปรับปรุงโมเดลให้เกิดความยืดหยุ่นในการรวมกลุ่มแรงงานเพื่อย้ายการเก็บเกี่ยวจากไร่หนึ่งไปอีกไร่หนึ่งได้ ทั้งที่นี่คือปัญหาที่เป็นห่วงโซ่กระทบภาคธุรกิจไทยมานาน”

..แนวทางแก้ไขคือรัฐต้องเปิดให้การจ้างงานแรงงานข้ามชาติมีความสะดวกในการทำเอกสาร ระบบฐานข้อมูลต้องโปร่งใส เพื่อลดภาระนายจ้างและลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์จากระบบนายหน้า ที่สำคัญคือต้องสร้างความยืดหยุ่นในการจ้างงาน โดยทบทวนโมเดล “หนึ่งนายจ้าง หนึ่งแรงงาน” ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน

“การเลือกตั้งครั้งใหม่เดือน ก.พ. 2569  พรรคการเมืองหลายพรรคกำลังใช้ประเด็นแรงงานข้ามชาติเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองอย่างไม่สร้างสรรค์ และขอให้ กกต. เริ่มจับตาดูแล้ว เพราะการนำเสนอที่บิดเบือนข้อมูลจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันในอนาคต และบั่นทอนเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติให้เกิดความไม่มั่นใจในสังคมไทย”

ตึก สตง.ถล่มยังเยียวยาแรงงานต่างชาติไม่ครบ

ด้าน”วรชัย สนั่นสุข มูลนิธิรักษ์ไทย” กล่าวในประเด็น ชีวิตแรงงานหลังฝุ่นตลบตึกสตง.ถล่ม ว่า สำหรับสถิติตัวเลขแรงงานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่มเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตรวม 95 คน สูญหาย  2 คนสามารถยืนยันตัวบุคคลและส่งร่างให้ญาติแล้ว 93 คน เป็นชาวไทย 64 คน ชาวเมียนมา 25 คน ชาวกัมพูชา 3 คน และชาวลาว 1 คน ขณะที่การเยียวยาผู้เสียหายเท่าที่ได้รับข้อมูล มีจำนวน 11 เคสที่ยังไม่ได้รับค่าทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนจากสำนักงานประกันคมและ ยอดที่ได้รับจริงปัจจุบันอยู่ 83.2 ล้านบาท ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว 82 คน ผู้บาดเจ็บ 9 คน และยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติเมียนมาและกัมพูชา

...บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มครั้งนี้ให้บทเรียนสำคัญใหญ่ 2 ประการ  คือ 1.การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมีปัญหา มีการก่อสร้างสถานที่ของรัฐ ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรฐานกฎหมายตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ดังนั้นสถานที่ก่อสร้างตึกของรัฐโครงการดังกล่าว จึงถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขแบบก่อสร้างระหว่างทางได้  เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดเหตุตึกถล่มเพียงตึกเดียวทั้งประเทศ การจัดซื้อจัดจ้างมองเพียงมิติงบประมาณและแบบก่อสร้าง ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าแรงงานจะได้รับผลกระทบความเสี่ยงอันตรายจากการแก้ไขแบบก่อสร้างหรือไม่ และยังไม่มีผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ 2.การไม่มีนโยบายที่มีเสถียรภาพของกระทรวงแรงงาน การจ้างงานแบบซับคอนเทรคในการก่อสร้างตึก สตง.  ทำให้สิทธิของแรงงานข้ามชาติไม่เท่ากัน

การเข้าถึงสิทธิแม้กฎหมายจะเปิดให้เท่าเทียม แต่หลายครอบครัวต้องรอเงินเยียวยานาน เพราะขั้นตอนพิสูจน์สิทธิยุ่งยาก นิยามนิติสัมพันธ์อ้างอิงกระทรวงแรงงาน ไม่เหมือนกัน นายจ้าง เอกสารใบอนุญาตการทำงาน ถ้านายจ้างกับสถานที่ทำงานไม่ตรงกัน หรือนายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบประกันสังคม มีโอกาสที่ผู้ประสบภัยจะต้องไปฟ้องบังคับคดีด้วยตนเอง และไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ เงินทดแทน 2537  ทั้งนี้ยังมีในเรื่องของบทบาทพนักงานตรวจแรงงานต้องเชิงรุกในไซต์ก่อสร้าง และสามารถสั่งหยุดงานในพื้นที่เสี่ยงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเหตุ

“วรชัย” กล่าวต่อไปว่า สำหรับชีวิตแรงงานหลังเหตุการณ์ สิ่งที่พวกเขาเผชิญจริงเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แรงงานและครอบครัวต้องเผชิญกับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายระยะเวลาว่างงาน และร่างกายที่ต้องฟื้นฟู ใบอนุญาตทำงานที่เสี่ยงหมดอายุ และผู้ประสบภัยมีความสภาวะโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) เรื่องความมั่นคงทางจิตใจ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายรองรับในเชิงหลักการแต่ “ช่องว่างในการบังคับใช้” ทำให้ชีวิตแรงงานข้ามชาติจึงยังคงเปราะบางวันนี้ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงแรงงานที่เดินทางจากบ้านเกิด แต่เป็นวันที่เราต้องถามตัวเองว่า กฎหมายแรงงานไทยที่มีอยู่สามารถปกป้องแรงงานทุกคนได้จริงหรือไม่  เหตุการณ์ตึกถล่มที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ และสะท้อนให้เราเห็นว่า แรงงานโดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติคือผู้รับภาระความเสี่ยงสูงที่สุดในระบบเศรษฐกิจ 

 “วรชัย” กล่าวถึงข้อเสนอในการแก้ปัญหาในอนาคต ว่า นายจ้างต้องจัดสภาพการทำงานที่ปลอดภัย และต้องแจ้งอุบัติเหตุร้ายแรงภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งยังมีปัญหาการบังคับใช้ และหลายครั้งแรงงานไม่กล้าแจ้งเหตุเพราะ กลัวผลกระทบต่อการทำงานจึงไม่กล้าปฏิเสธงานที่มีความเสี่ยง สำหรับ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 แรงงานทุกคนที่เป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะไทยหรือข้ามชาติ ต้องได้รับค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินชดเชยการเสียชีวิต แต่แรงงานหลายคนไม่ได้รับสิทธิเพราะนายจ้างไม่ขึ้นทะเบียนเข้าระบบประกันสังคม อีกทั้งเอกสารใบอนุญาตการทำงานที่ชื่อนายจ้างไม่ตรงกับทำงานจริง เอกสารที่ถือไว้ก็มีโอกาสไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย และเมื่อนายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ลูกจ้างก็จะไม่ได้รับเงินทดแทนในกองทุนพ.ร.บ.เงินทดแทน เมื่อจ่ายเป็นลักษณะจ่ายนอกกองทุนลูกจ้างต่างชาติต้องติดตามบังคับคดีฟ้องแพ่งกับนายจ้างด้วยตนเอง

“นี้คือความจริงของแรงงานข้ามชาติจำนวนมากในประเทศไทย เมื่อเกิดเหตุมักจะเผชิญสภาพปัญหานี้ สิทธิและกฎหมายที่ควรปกป้องแรงงาน แต่ยังเข้าถึงได้ไม่ทั่วถึง ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายที่ค่อนข้างชัดเจนและบทบาทการตรวจสถานที่ทำงานไชต์ก่อสร้างของพนักงานตรวจแรงงาน เพราะทราบว่าบางบริษัทจ่ายค่าจ้าง 2 เดือนต่อหนึ่งครั้งก็มี   เรามี พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ พ.ศ. 2554 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่ต้องบังคับใช้อย่างเข้มงวด แรงงานคือผู้สร้างเมือง โรงงาน อาคาร และระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในหลายครั้งพวกเขาเป็นคนแรกที่ได้รับผลกระทบ และเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับความช่วยเหลือ  ดังนั้นแรงงานต้องได้รับความปลอดภัยและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนด้วย ”นายวรชัย กล่าว

ขณะที่เนื้อหาในช่วงการเสวนาในหัวข้อ “โอกาสประเทศไทยด้วยยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ” ที่มีบุคคลจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็นกัน ก็มีความเห็นและข้อมูลที่น่าสนใจ เช่นกัน

อย่างเช่นความเห็นของ “ศิรดา เขมานิฏฐาไท  อาจารย์ประจำสำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “ที่กล่าวในหัวข้อเลือกตั้งพม่า 2025 และแนวโน้มต่อสถานการณ์การย้ายถิ่นจากความไม่สงบ โดยระบุว่า สำหรับผลกระทบข้ามชาติของการเลือกตั้งเมียนมาต่อแรงงานและผู้พลัดถิ่นในไทย  การเลือกตั้งในเมียนมาไม่ได้ส่งผลจำกัดอยู่แค่ผลลัพธ์ทางการเมืองภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบข้ามชาติอย่างลึกซึ้งมายังประชากรชาวเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทย

ประกอบด้วย1. การย้ายถิ่นฐานและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น การเลือกตั้งที่จัดขึ้นภายใต้ระบอบทหารในครั้งนี้ จะไม่สามารถหยุดยั้งกระบวนการย้ายถิ่นฐานได้ การเลือกตั้งนี้ไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปทางการเมืองที่แท้จริง แต่มีเป้าหมายเพื่อรวบอำนาจของผู้นำระบอบทหาร และการสู้รบและความรุนแรงจะยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้นสถานการณ์จะยิ่งกระตุ้นให้มีจำนวนผู้พลัดถิ่นเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจาก ความรุนแรงที่ทวีความเข้มข้น จะผลักดันให้ทั้งแรงงานข้ามชาติ, ผู้ลี้ภัย, ชนชั้นกลางที่แสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ, และเยาวชนที่ต้องการโอกาสทางการศึกษา ต้องหลบหนีออกจากประเทศ  นอกจากนี้ สภาพปัจจุบันของเมียนมายังขาดความพร้อมในทุกด้าน ทั้งระบบการศึกษาและสาธารณสุขที่ล้มเหลว ความขัดแย้งที่ยังไม่ยุติเพราะขาดการเจรจา การบังคับการเกณฑ์ทหารก็ยังดำเนินต่อไปและระบบเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อคนส่วนใหญ่ แม้แต่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจก็ยังรู้สึกไม่มั่นคง

... 2.การควบคุมข้ามชาติจากรัฐบาลทหารหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลทหารที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งจะใช้ผลการเลือกตั้งเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรม และดำเนินนโยบายควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศหรือการควบคุมข้ามชาติอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเริ่มเห็นสัญญาณมาตลอดในการควบคุมประชาชนที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงและขยายประเภทของหนังสือเดินทาง เพื่อใช้เป็นกลไกในการควบคุม และปัจจุบันพบกรณีการไม่ต่ออายุหนังสือเดินทาง 3.แรงกดดันต่อผู้ย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย เมื่อผลการเลือกตั้งได้รับการรับรองหรือถูกมองว่ามีความชอบธรรมจากบางฝ่าย จะทำให้การเลือกตั้งอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการสร้างแรงกดดันต่อผู้ย้ายถิ่นฐานชาวเมียนมาในไทย ด้วยความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วนในความซับซ้อนทางการเมืองของเมียนมา ทางการไทยอาจพิจารณาการให้ความคุ้มครองลดลง หรือร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมาหลังการเลือกตั้งในการผลักดันการส่งคนเมียนมากลับประเทศ หรือบังคับให้ชาวเมียนมาต้องมีเอกสารที่ออกโดยรัฐบาลเมียนมาอย่างเคร่งครัด  นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งของไทยอาจใช้การเลือกตั้งเป็นเหตุผลเพื่อเพิ่มแรงต่อต้านต่อต่อแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย

4.ความสนใจจากนานาชาติที่ลดลง ประชาคมโลกตะวันตกมีแนวโน้มที่จะลดความสนใจในการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมลง ทั้งในแง่ของการให้สถานะคุ้มครอง และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลให้ผู้พลัดถิ่นเลือกที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อแสวงหาความอยู่รอด 5.การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และรูปแบบการพลัดถิ่นใหม่ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการที่ระบอบทหารเมียนมากระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน อาจจะนำไปสู่การพลัดถิ่นรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มเติม เช่น โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างโรงไฟฟ้า และ เหมืองแร่ เป็นต้น

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ปัดดีลการเมือง หลังควง 'เศรษฐา' ดูมวยราชดำเนิน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีไปดูมวยไทยที่เวทีราชดำเนินกับ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี จนถูกโยงว่ามีการพูดคุยทางการเมือง ว่า ไม่มี ก็เป็นการเปิดหูเปิดตา

'ไชยชนก' ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพมั่นคง ไม่จำเป็นต้องดึง 'สส.กล้าธรรม' เข้ามาเพิ่ม

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวมี สส.พรรคกล้าธรรม (กธ.) 10 คน ในกลุ่มนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรค กธ. จะย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า และเพื่อเติมเสียงให้รัฐบาล ว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพและมีความมั่นคงมากๆ ไม่ใช่แค่เพียงพรรคเรา แต่เรายังมีพรรคร่วมรัฐบาลเป็นพันธมิตร เพราะฉะนั้นในเรื่องเสถียรภาพตนคิดว่ามี ส่วนที่มีการถามเมื่อสักครู่ว่ามีการเติมเสียงนั้นตนไม่ได้ยิน

'อนุทิน' ขำข่าว 'งูเขียว' ซบน้ำเงิน โชว์น้ำมันเขียวกลางวงสื่อ ก่อนแซะ 'พรรคส้ม' กระโดดงับอีกแล้ว

“อนุทิน” บอกไม่รู้ข่าว 10 งูเขียวเข้าพรรคสีน้ำเงิน แจงภาพ “เนวิน-บุญยิ่ง” แค่ไปดูบอล อย่าโยงการเมือง ก่อนหยิบน้ำมันเขียวโชว์