RIDDARA เร่งเครื่อง ลั่นเป้า 5,000 คัน ดันกระบะไฟฟ้า พร้อมส่งรุ่นใหม่

RIDDARAกระบะไทยกำลังเปลี่ยนเกม RIDDARA เปิดหมากใหม่ กระบะไฟฟ้าเจาะตลาดฟลีท-โดรนการเกษตร

RIDDARAตลาดรถยนต์ไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ เริ่มเห็นภาพ “การเปลี่ยนขั้ว” ชัดขึ้นทุกที รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง โต 21% ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV โตแรงถึง 89% พูดกันแบบภาษาตลาดก็ คือ คนไทยยังซื้อรถ แต่กำลังเลือกเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น

ขณะที่ฝั่งกระบะเครื่องยนต์สันดาป หรือ ICE ไม่ว่าจะ Single Cab, Smart Cab หรือ Double Cab กลับอยู่ในอาการ “ไหลลงเรื่อย ๆ” สวนทางกับกระบะพลังงานทางเลือกอย่าง EV, HEV และ REEV ที่เริ่มมีพื้นที่ในตลาดมากขึ้น และหนึ่งในคนที่เห็นช่องว่างนี้ชัดเจนคือ RIDDARA

RIDDARARIDDARA Thailand เปิดตัวเลข 7 เดือนแรกแบบไม่ต้องพูดอ้อมว่า เกมเริ่มเข้าทาง ยอดขายช่วง 7 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 185% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ยอดขายเพียง 7 เดือน สามารถทำได้มากกว่ายอดขายตลอดทั้งปีที่ผ่านมาแล้วถึง 84% ส่วนยอดจดทะเบียนสะสมในกลุ่มกระบะพลังงานใหม่อยู่ที่ 1,177 คัน โดย RIDDARA ครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 85% ที่สำคัญ ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่ผ่านมา RIDDARA สามารถขยับขึ้นมาอยู่ Top 4 ของตลาดกระบะ 4 ประตูในประเทศไทย

RIDDARA

จากแบรนด์ที่หลายคนอาจยังมองว่าเป็น “น้องใหม่” วันนี้เริ่มส่งสัญญาณว่าไม่ได้คิดจะอยู่ท้ายแถว เป้า 5,000 คัน กับตลาดกระบะพลังงานใหม่ 6,000 คัน เป้าหมายปีนี้ของ RIDDARA ตั้งไว้ที่ 5,000 คัน ขณะที่บริษัทประเมินตลาดกระบะพลังงานใหม่ทั้งระบบว่าจะอยู่ราว 5,500-6,000 คัน และวางเป้าหมายส่วนแบ่งตลาดไว้สูงถึงประมาณ 90%

RIDDARA

ส่วนตลาดกระบะรวมประเทศไทย คาดว่าจะอยู่ประมาณ 170,000-180,000 คัน ตัวเลขนี้ฟังดูไม่ธรรมดา เพราะเท่ากับ RIDDARA ไม่ได้มองตัวเองเพียงแค่ตลาด EV แต่กำลังพยายามขยับเข้าไปแย่งพื้นที่จาก “กระบะใช้งานจริง” ที่คนไทยคุ้นเคยกันมานาน โจทย์จึงไม่ใช่แค่ทำรถไฟฟ้าให้ขายได้ แต่คือ ทำอย่างไรให้คนที่กำลังจะซื้อกระบะสักคัน มอง RIDDARA เป็นหนึ่งในตัวเลือกแรก ๆ จากลูกค้าบุคคล สู่ฟลีท 34%

RIDDARA

อีกจุดที่น่าจับตา คือ โครงสร้างลูกค้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เดิม RIDDARA พึ่งพาตลาด Retail เป็นหลัก แต่ปัจจุบันขยายเข้าสู่ตลาด Fleet มากขึ้น จนมีสัดส่วนประมาณ 34% กลุ่มลูกค้าองค์กรมีทั้ง AOT, MEA, WHA และ GSSE ซึ่งมีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง นี่ถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะตลาดฟลีทไม่ได้ซื้อรถด้วยอารมณ์อย่างเดียว แต่ดูทั้งต้นทุนการใช้งาน ความคุ้มค่า การบำรุงรักษา และต้นทุนพลังงาน ถ้า EV สามารถตอบโจทย์สมการนี้ได้ กระบะไฟฟ้าก็มีสิทธิ์กลายเป็น “รถทำมาหากิน” ไม่ใช่แค่รถเทคโนโลยีใหม่สำหรับคนเมือง

RIDDARA

ไม้เด็ดต่อไป RIDDARA เตรียมเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในงาน Big Motor Sale วันที่ 21 สิงหาคมนี้ กับ RIDDARA RD6 eCon L หรือ RIDDARA L รุ่นกระบะท้ายยาว Long Bed จุดขายอยู่ที่การเพิ่มความยาวกระบะท้ายอีก 240 มม. จนมีพื้นที่ใกล้เคียงกับกระบะตอนครึ่ง หรือ Smart Cab ความจุกระบะอยู่ที่ 1,380 ลิตร มากกว่าหรือใกล้เคียงกับกระบะตอนครึ่งทั่วไปที่อยู่ประมาณ 1,350-1,360 ลิตร

พูดง่าย ๆ คือ RIDDARA กำลังพยายามตอบคำถามที่ว่า

“ถ้าจะซื้อกระบะไฟฟ้า แล้วพื้นที่บรรทุกจะพอหรือ?”

รุ่นใหม่นี้ตั้งใจเจาะกลุ่ม Commercial และผู้ประกอบการที่ต้องการพื้นที่บรรทุกมาก แต่ยังอยากได้ความสะดวกสบายของรถ 4 ประตู รุ่น 4WD รองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,335 กก. ขณะที่รุ่น 2WD รองรับได้ 1,135 กก.ทั้งสองรุ่นใช้แบตเตอรี่ขนาด 73 kWh ส่วนรุ่น 4WD มอเตอร์คู่ให้กำลังสูงสุด 280 kW และแรงบิดสูงสุด 485 Nm ส่วน RIDDARA RD6 eCon รุ่นความยาวปกติ ใช้แบตเตอรี่ 63 kWh และมีราคาเริ่มต้น 739,000 บาท

ไม่ได้ขายแค่รถ แต่กำลังขาย “ระบบทำมาหากิน”

หมากที่น่าสนใจกว่าตัวรถอยู่ที่การพยายามพา RIDDARA เข้าไปอยู่ในงานเฉพาะทางหนึ่งในนั้น คือ กลุ่มนักบินโดรนการเกษตรเดิมทีผู้ประกอบการกลุ่มนี้ มักใช้กระบะตอนเดียวหรือตอนครึ่ง ขนเครื่องปั่นไฟและโดรนไปตามไร่นา เพราะต้องมีไฟสำหรับชาร์จอุปกรณ์ RIDDARA จึงหยิบจุดขายเรื่องการจ่ายไฟจากรถ หรือ Discharge Panel มาต่อยอด โดยรถสามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 6 kW แต่เพราะโดรนบางประเภทต้องการกำลังไฟมากกว่านั้น RIDDARA จึงนำเครื่อง PSG380 เข้ามาเป็นตัวช่วย โดยสามารถขยายไฟจาก 6 kW เป็นระบบ 3 เฟส และจ่ายไฟได้สูงสุด 15 kW

ในทางปฏิบัติก็แปลว่า รถหนึ่งคันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “ขนโดรน” แต่สามารถกลายเป็น แหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับธุรกิจการเกษตร ได้ด้วย RIDDARA ระบุว่าได้ทดสอบแนวทางดังกล่าวร่วมกับ DJI ประเทศไทยแล้ว และเตรียมเดินหน้าทำ Business Model ร่วมกัน เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักบินโดรนในพื้นที่ต่าง ๆ

ลูกค้าไม่ได้คิดว่า “EV ต้องใช้แบบ EV”

อีกสิ่งที่ RIDDARA พบจากการดู Customer Profile จริง คือพฤติกรรมของคนไทยไม่ได้แบ่งชัดว่า “รถไฟฟ้าต้องใช้แบบรถไฟฟ้า” ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการมีทั้งผู้ประกอบการขนส่ง ตรวจสินค้า ขนของ และงานทั่วไป พูดให้ตรงก็คือ ถ้ารถตอบโจทย์การใช้งานได้ คนก็พร้อมใช้มันเหมือนกระบะทั่วไป ข้อจำกัดที่ RIDDARA ยอมรับตรง ๆ คือ วันนี้ยังแข่งขันกับกระบะ Single Cab หรือกระบะ 2 ประตูที่เน้นพื้นที่บรรทุกแบบเต็มตัวไม่ได้ ดังนั้น เป้าหมายระยะสั้นจึงชัดเจน — ข้ามจากตลาดรถ 4 ประตู ไปกินพื้นที่ของตลาดตอนครึ่งให้ได้มากที่สุด และนั่นนำไปสู่ Product Roadmap ในอนาคต

ด้านเครือข่ายจำหน่าย ปัจจุบัน RIDDARA มีดีลเลอร์ที่ได้รับอนุมัติและเริ่มดำเนินงานแล้ว 29 แห่งพร้อมแผนเพิ่มอีก 11 แห่ง พื้นที่เมืองใหญ่ในหลายภูมิภาคถือว่าครอบคลุมแล้ว เหลือจุดที่ต้องเร่งเติม โดยเฉพาะภาคใต้ เช่น ภูเก็ตและสุราษฎร์ธานี

ส่วนบริการหลังการขาย บริษัทกำลังเพิ่มรถทดแทนระหว่างซ่อม ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็น Mobile Service หรือให้ลูกค้าใช้ระหว่างรอรถซ่อมได้ โจทย์นี้สำคัญ เพราะรถ EV จะขายได้ไม่ใช่แค่ตอนออกจากโชว์รูม แต่ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อว่า ซื้อแล้วไม่ถูกทิ้งไว้กลางทางอะไหล่ยังเป็นโจทย์ และบริษัทกำลังเร่งแก้ RIDDARA ระบุว่าออเดอร์จากดีลเลอร์สามารถส่งมอบได้ประมาณ 95% ขณะที่อีกราว 5% ยังมีข้อจำกัดจากชิ้นส่วนบางรายการ

ปัจจุบันมีคลังอะไหล่อยู่ที่บางนา กม.19 และบริษัทกำลังหารือกับแบรนด์แม่เพื่อเพิ่มพื้นที่และปริมาณการสำรองอะไหล่ เพราะเมื่อยอดขายโต ปัญหาที่ตามมาไม่ได้มีแค่ “ขายรถให้ได้” แต่ต้อง ซ่อมให้ไวและหาอะไหล่ให้ทัน ด้วย Geely รวมหลังบ้าน แต่หน้าบ้านยังแยกแบรนด์ ในระดับกลุ่มธุรกิจ การเดินหน้าภายใต้เครือ Geely จะมีการรวมการบริหารหลังบ้านมากขึ้น ขณะที่หน้าบ้าน ทั้งโชว์รูมและผู้จำหน่ายยังคงแยกกันตามแบรนด์ ส่วนแผนการผลิตในประเทศไทย ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและวางแผน Process ถ้าผลการศึกษาลงตัว โอกาสที่ Geely จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยก็ยังมีอยู่ แต่สำหรับ RIDDARA วันนี้ยังเป็นรถนำเข้า CBU จากจีนเป็นหลัก

นโยบายรัฐคือ “ตัวแปรใหญ่” ที่ต้องจับตา

อีกเรื่องที่ RIDDARA ไม่สามารถมองข้ามได้คือทิศทางนโยบายภาครัฐ เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในประเทศ เพราะ RIDDARA เป็น CBU 100% จากจีน หากโครงสร้างภาษีและมาตรการสนับสนุนเปลี่ยนไป ย่อมมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน

ปัจจุบันรถไฟฟ้า 100% อยู่ภายใต้โครงสร้างภาษีสรรพสามิต 10% ซึ่งบริษัทมองว่ายังสามารถแข่งขันได้แต่หากมีการปรับโครงสร้างใหม่ ผลกระทบอาจออกมาในทางลบ อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว เกมของ RIDDARA จึงไม่ใช่แค่ “ขายกระบะไฟฟ้า”

ถ้ามองภาพทั้งหมด RIDDARA กำลังพยายามเปลี่ยนโจทย์จาก “จะขาย EV ให้ใคร?” ไปเป็น “จะทำให้รถ EV เข้าไปอยู่ในชีวิตการทำงานของใครได้บ้าง?”

ตั้งแต่ลูกค้าทั่วไป ฟลีทองค์กร ผู้ประกอบการขนส่ง ไปจนถึงนักบินโดรนการเกษตร เป้าหมาย 5,000 คันจึงเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาน ของจริงคือการพิสูจน์ว่า กระบะไฟฟ้าจะสามารถเดินเข้าไปยืนในตลาดกระบะไทยที่ถูกครองโดยเครื่องยนต์สันดาปมานานหลายสิบปีได้หรือไม่ และเมื่อฝั่งกระบะ ICE เริ่มชะลอตัว ขณะที่ EV โต 89% เกมนี้ก็น่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ เพราะตลาดรถไทยกำลังบอกอย่างหนึ่งชัดเจนว่า ยุคต่อไป คนอาจไม่ได้ถามแล้วว่า “กระบะไฟฟ้าดีไหม” แต่จะถามว่า “กระบะไฟฟ้าคันไหนเหมาะกับงานของฉันที่สุด” และตรงนั่นเอง คือสนามที่ RIDDARA กำลังลงไปวัดฝีมือ

#RIDDARA #RIDDARATHAILAND #รถกระบะไฟฟ้า #กระบะEV #รถยนต์ไฟฟ้า #EV #ตลาดรถยนต์ไทย #ตลาดกระบะ #LongBed #RD6 #กระบะไฟฟ้า #รถเพื่อการพาณิชย์


โดย นรินทร โชติภิรมย์กุล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

RIDDARA เตรียมเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานเพิ่ม 4 แห่ง ตั้งเป้า 50 แห่งในปีนี้

RIDDARA (ริดดารา) เดินหน้าตามแผนกลยุทธ์การขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ จับมือพันธมิตรทางธุรกิจลุยเปิดตัวโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง 4 แห่ง ภายในไตรมาสแรก ประเดิมเปิด RIDDARA AKAYAR (ริดดารา เอคยาร์)