ญี่ปุ่น 2 โลก : OvertourismVSเมืองร้าง วิกฤตสองด้านของญี่ปุ่นยุคใหม่ในวันที่ความนิยม(กำลัง)สร้างปัญหา!?!?

 

ญี่ปุ่น ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปสัมผัสวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละเมืองอย่างไม่ขาดสาย ภาพความคึกคักของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่เต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายประเทศ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบากในอดีต โดยเฉพาะช่วงโควิด-19

ท่ามกลางกระแสการเดินทางที่กลับมาคึกคักหลังการเปิดประเทศ หลายเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้น แต่อยู่ที่การบริหารจัดการจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเกินขีดความสามารถของพื้นที่ ปรากฏการณ์ดังกล่าว หรือที่เรียกว่า Overtourism กำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศ และญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มเห็นผลกระทบจากความนิยมด้านการท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพลักษณ์แห่งความสำเร็จดังกล่าว ญี่ปุ่น กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่น่าสนใจและซับซ้อนกว่าที่หลายคนมองเห็น เพราะในขณะที่บางพื้นที่กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม กลับมีอีกหลายพื้นที่ที่กำลังเผชิญความเงียบเหงาและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างต่อเนื่อง จนสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการกระจายตัวของผู้คน ความเจริญ และโอกาสทางเศรษฐกิจ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมิติของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงวิถีชีวิตและการตัดสินใจของคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาโอกาสในการใช้ชีวิตและการทำงานในรูปแบบที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ส่งผลให้หลายพื้นที่ต้องปรับตัวท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจและประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อกระแสความนิยมของสถานที่ท่องเที่ยวถูกขับเคลื่อนผ่านโลกออนไลน์และพฤติกรรมการเดินทางยุคใหม่ จุดหมายปลายทางบางแห่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่อีกหลายแห่งกลับค่อยๆ เลือนหายจากการรับรู้ของนักเดินทาง ความแตกต่างดังกล่าวกำลังสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างของเมือง ชุมชน และการพัฒนาในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศท่องเที่ยวยอดนิยมเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า ความนิยมดังกล่าวกำลังส่งผลต่อสังคมญี่ปุ่นในทิศทางใด และ ประเทศกำลังเผชิญความท้าทายอะไรบ้างจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านภาพสองด้านที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน

สุวารี ศรีทิพย์เทวา ไกด์ชาวไทยประจำประเทศญี่ปุ่น เล่าให้ อาทิตย์เอกเขนก ฟังว่า ปัจจุบันสถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นมี 2 มุม ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยมุมหนึ่ง คือ สถานที่ท่องเที่ยวที่ฮอตฮิตติดอันดับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ จนกลายเป็น ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) ส่งผลให้สถานที่ท่องเที่ยวเต็มไปด้วยผู้คน ซึ่งนี่เองกำลังเป็นปัญหาและเป็นประเด็นส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นท้องถิ่นเกิดความเครียด และเริ่มเบื่อหน่ายกับสถานการณ์ Overtourism ด้วยเหตุผลสำคัญหนึ่ง นั่นคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาส่วนใหญ่ไม่ได้รักษากฎ รักษาระเบียบ ทำให้คนญี่ปุ่นท้องถิ่นมีความไม่ชอบนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาจนล้นทะลัก และเกิดเป็นกระแสว่าชาวญี่ปุ่นแสดงพฤติกรรมต่อต้านนักท่องเที่ยวต่างชาติในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลายผ่านหน้าสื่ออยู่บ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้สถานการณ์ Overtourism ยังเริ่มทำให้ญี่ปุ่นหันมาใช้ระบบ Double Pricing หรือระบบการตั้งราคาสินค้า/บริการเป็น 2 ราคา โดยราคาหนึ่งสำหรับคนท้องถิ่น และอีกราคาหนึ่งที่แพงกว่าสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งระบบดังกล่าวเริ่มมีให้เห็นบ้างแล้วจากการกำหนดราคาเข้าสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งเป็นแบบ Double Pricing

“บรรยากาศ Overtourism แบบนี้น่าจะมีเพิ่มมากขึ้นในอีกหลายจุดทั่วประเทศญี่ปุ่นเลย เพราะว่าไม่เพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวท้องถิ่นเองก็มักจะให้ความสนใจกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีความเจริญ หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจในโซเชียลมีเดียและแห่กันไปในพื้นที่ดังกล่าวนั้น จนส่งผลให้พื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ดร็อปลงไปโดยอัตโนมัติ” สุวารี ระบุ

แต่อีกมุมหนึ่งของการท่องเที่ยวญี่ปุ่น คือ พื้นที่ท่องเที่ยวโซนสมองไหล คือจุดท่องเที่ยวที่เคยได้รับความนิยม โดยเฉพาะในเมืองห่างไกลมากๆ แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่ Out Trend ไปแล้ว ทำให้พื้นที่ดังกล่าวไม่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวอีกต่อไป ส่งผลให้กลายเป็นเพียง ‘ทางผ่าน’ และหลายพื้นที่กำลังจะกลายเป็น ‘เมืองร้าง’ ในที่สุด สิ่งที่เห็นชัดเจนคือพื้นที่ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นถนนช็อปปิง ร้านค้าต่างๆ เริ่มทยอยปิดตัวลง ซึ่งภาพดังกล่าวนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ที่เคยเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญในหลากหลายเมืองห่างไกลของญี่ปุ่น

นาราอิ จูกุ (Narai-juku) หนึ่งในเมืองพักที่สำคัญบนเส้นทาง Nakasendo ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการเดินทางสายหลักที่เชื่อมระหว่างเมืองเกียวโตและเมืองเอโดะ หรือโตเกียวในปัจจุบัน ในสมัยเอโดะ หรือราว ค.ศ.1603-1868 โดยนาราอิ จูกุ เคยได้รับการยกย่องให้เป็นเส้นทางเดินเท้าและขนส่งสินค้าทางบกที่สำคัญ ทำให้เมืองดังกล่าวเคยมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก นั่นเป็นหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้นาราอิ จูกุ กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ จากร้านค้า เรียวกัง และบ้านพักต่างๆ ที่คอยบริการนักท่องเที่ยว

แม้ว่าปัจจุบันนาราอิ จูกุ จะถูกอนุรักษ์หรือรักษาไว้อย่างดี บรรยากาศยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ที่พร้อมจะเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างชาติมาสัมผัส แต่ก็ต้องยอมรับว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นักท่องเที่ยวไม่ได้ยกให้นาราอิ จูกุ เป็นหมุดหมายสำคัญของการเดินทางมาท่องเที่ยวในญี่ปุ่นเหมือนอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป ทำให้บรรยากาศในจุดท่องเที่ยวสำคัญของนาราอิ จูกุ จึงเต็มไปด้วยความเงียบเหงาอยู่พอสมควร

แต่อีกมุมของเมืองท่องเที่ยวเอกลักษณ์อย่าง ลิตเติลเอโดะ เมืองคาวาโกเอะ หรือเมืองโบราณในเขตภูเขาฮิดะ อย่าง ทากายามา ในจังหวัดกิฟุนั้น ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวอยู่ ซึ่งก็เป็นอีกคำถามสำคัญว่าเมืองท่องเที่ยวที่ขายความเป็นเอกลักษณ์ญี่ปุ่นแบบเดียวกัน แต่ทำไมความนิยมจากนักท่องเที่ยวกลับต่างกันอย่างสุดขั้ว

ทั้งนี้ หลายภาคส่วนตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์หรือภาวการณ์ที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นในขณะนี้ ไม่ได้เป็นแค่เรื่อง tourism เท่านั้น แต่มันกลายเป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นเอง โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่เองก็ไม่นิยมอยู่ในเมืองห่างไกลอีกต่อไป โดยคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีแนวคิดที่อยากจะเติบโต จึงตัดสินใจทิ้งบ้านเกิด ไม่รับมรดกจากครอบครัวและย้ายเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ นี่เองที่กำลังเป็นปัญหาว่าเมื่อบ้านเก่าในพื้นที่นั้นๆ ไม่มีผู้สืบทอด หรือรับมรดก ก็จะต้องถูกส่งคืนให้รัฐบาลตามกฎหมาย และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผู้สูงอายุในพื้นที่ดังกล่าวค่อยๆ ล้มหายตายจากไป บ้านเมืองก็จะถูกทิ้ง และกลายเป็น ‘เมืองร้าง’ ในที่สุด

ตอนนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพยายามหาทางแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะหากไม่ทำอะไรเลยและปล่อยไว้ สุดท้ายญี่ปุ่นจะเจอภาวะเมืองร้างเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ หนึ่งในแนวคิดที่รัฐบาลพยายามดำเนินการคือ จะทำอย่างไรให้คน โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่กลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด นั่นคือ การเร่งหาวิธีเพิ่มความเจริญให้กับพื้นที่เป้าหมาย แต่ก็ต้องยอมรับอีกว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะสุดท้ายเรื่องนี้จะไปบังคับจิตใจของใครไม่ได้อยู่ดี

แต่ก็มีแนวทางแก้ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินการแล้วเพื่อแก้ปัญหาภาวะเมืองร้าง โดยการเปิดทางให้ต่างชาติเป็นเจ้าของจากการซื้อที่อยู่อาศัยหรือที่ดินได้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยเป็นที่รกร้างในราคาที่ถูกลง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นวันนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของการท่องเที่ยวที่กำลังเฟื่องฟู หรือปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองเท่านั้น หากแต่เป็นภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังก่อตัวขึ้นทั่วประเทศ เมื่อความนิยมของผู้คนและกระแสจากโลกออนไลน์ผลักให้ความเจริญกระจุกตัวอยู่เพียงบางพื้นที่ ขณะที่อีกหลายเมืองกลับค่อยๆ สูญเสียทั้งนักท่องเที่ยว โอกาสทางเศรษฐกิจ และประชากรวัยหนุ่มสาวไปพร้อมกัน

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ญี่ปุ่นจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวหลักกับการฟื้นฟูพื้นที่ที่กำลังเงียบเหงาได้หรือไม่ เพราะหากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป ประเทศที่เคยมีชื่อเสียงด้านการกระจายเสน่ห์ของท้องถิ่น อาจต้องเผชิญกับภาพของเมืองที่แออัดมากขึ้นในบางจุด ขณะที่อีกหลายพื้นที่กำลังค่อยๆ เลือนหายไปจากแผนที่ความสนใจของทั้งนักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ในเวลาเดียวกัน!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'นีโม่'ควบ'Honda CRF450R' ล่าแต้ม'โมโตครอสชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่น' สนาม4'ซูโกะ ทัวร์นาเมนต์'

ศึกโมโตครอสชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นรายการ ออลเจแปน โมโตครอส แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2026 สนามที่ 4 ณ สปอร์ตส์แลนด์ ซูโกะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา “นีโม่” จิรัฎฐ์ วรรณลักษณ์ นักบิดทางฝุ่นดาวรุ่งไทยจากทีมฮอนด้า เอชอาร์ซี เอเชีย ลงทำการแข่งขันในคลาสสูงสุด IA-1

เช็กอิน 4 พิกัดฮอกไกโด เที่ยวครบสูตรจากความสงบ สู่สถาปัตยกรรมสุดอาร์ตและวิวพันล้าน

ถ้าพูดถึง ฮอกไกโด (Hokkaido) หลายคนอาจจะนึกถึงภาพหิมะปุยๆ หรือทุ่งลาเวนเดอร์กว้างไกลสุดตาใช่ไหม? แต่จริงๆ แล้ว เกาะทางเหนือของญี่ปุ่นแห่งนี้ยังมี “หมุดหมาย” อีกหลายจุดที่ผสมผสานทั้งสายมู สายอาร์ต และสายชมวิวเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว