การประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (๕๔)

 

หลังจากที่รัฐบาลได้รับพระราชทาน “พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศสละราชสมบัติ”  รัฐบาลได้ออก “คำแถลงการณ์ของรัฐบาลเกี่ยวกับการสละราชสมบัติ” ให้ประชาชนได้รับทราบ และคณะรัฐมนตรีได้เสนอเรื่องต่อสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนหน้าที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงสละราชสมบัติ พระองค์ได้เสด็จยังต่างประเทศ และได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2477 และเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ทรงยืนยันว่าพระองค์ได้ทรงพ้นตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพร้อมกับการสละราชสมบัติ และการตั้งผู้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระองค์นั้น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงได้มีกระแสรับสั่งว่า พระองค์ทรงสละสิทธิ์ที่จะตั้งผู้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระองค์

ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477  ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรต่อกรณีการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ผู้เขียนได้นำเสนอคำแนะนำที่หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรฯทรงประทานให้แก่ที่ประชุมสภาฯ นั่นคือ สภาผู้แทนราษฎรไม่มีอำนาจในการรับหรือไม่รับการสละราชสมบัติ  เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเล้าฯทรงสืบราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  และพระองค์มีสิทธิ์ที่จะสละราชสมบัติโดยไม่จำเป็นต้องขอการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น สิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรจะทำได้คือรับทราบการสละราชสมบัติเท่านั้น ส่วนในกรณีพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไป หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรทรงให้ความเห็นว่า “ส่วนพระองค์ต่อไปซึ่งจะขึ้นครองราชสมบัติ ก็ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร”

หลังจากมีการอภิปรายไปพอสมควร เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ รัฐมนตรีกระทรวงวัง กล่าวว่า “ผู้ที่จะสืบราชสันตติวงศ์ของพระมหากษัตริย์ตามกฎมณเฑียรบาลตามที่สมเด็จกรมพระนริศฯ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสละราชสมบัติ/ผู้เขียน) ได้ทรงสืบสวนแล้ว ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงสงขลาฯ ซึ่งได้สิ้นพระชนม์แล้ว กับมีพระราชโอรส คือ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล นั้นเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ของพระมหากษัตริย์ตามกฎมณเฑียรบาล ตามที่ได้แจกไปให้ท่านแล้ว”

หลังจากที่มีการอภิปรายไปสักพัก นายกรัฐมนตรี (พระยาพหลพลพยุหเสนา/ผู้เขียน) ได้กล่าวต่อที่ประชุมสภาฯว่า “ที่รัฐบาลเสนอพระองค์แรก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล สภาฯนี้จะรับหรือไม่รับ”     

หลังจากมีการอภิปรายต่อไป ได้มีผู้เสนอว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่จำเป็นต้องเลือกกษัตริย์ตามกฎมณเฑียรบาล เพราะสภาผู้แทนราษฎรทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงกว่ากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๔๖๗  สภาผู้แทนราษฎรจะเลือกเจ้านายพระองค์ใดก็ได้     

ต่อจากนั้น ที่ประชุมสภาฯได้มีการอภิปรายโต้แย้งกันในประเด็นที่ว่า สภาผู้แทนราษฎรทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงกว่ากฎมณเฑียรบาล พ.ศ. ๒๔๖๗ หรือไม่ ?  จนมาถึง ร.ต. สอน วงษ์โต ผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท ได้กล่าวว่า “ตามที่สมาชิกผู้หนึ่งได้กล่าวอภิปรายเมื่อกี้นี้  ข้าพเจ้าขอสนับสนุนว่าเป็นดังนั้น  คือ เราไม่ต้องอภิปรายกันมากมาย  ทีแรก เราก็ต้องการตามกฎมณเฑียรบาลก่อน คือ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลนี้จะสมควรเป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือไม่ เราก็โวต  ถ้าไม่เห็นด้วย ก็ต่อไปองค์ที่ ๒-๓-๔  เราจะเอาองค์ไหน เราก็โวตให้องค์นั้นก็แล้วกัน ไม่ต้องกล่าวถึงคุณสมบัติของท่าน กล่าวเท่าไร คืนนี้ก็ไม่เสร็จ” 

นายไต๋ ปาณิกบุตร ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร ได้โต้ขึ้นว่า

“ข้าพเจ้าเห็นว่า การเลือกพระเจ้าแผ่นดินทั้งทีนั้น เป็นการสำคัญอย่างยิ่งของสภาฯนี้  เราไม่ควรจะรีบไปไหน  เราจะรีบไปไม่ได้  เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของชาติ  เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอประทานเวลาให้มีเวลาตรึกตรองกันบ้าง  ข้าพเจ้าอยากจะใคร่ถามรัฐบาลว่า สำหรับพระองค์เจ้าอานันทฯ ตามที่รัฐบาลได้แจ้งในบันทึกว่า ได้ไปเฝ้าสมเด็จพระพันวัสสานั้น ได้ผลอย่างไรบ้าง”

น.ต. หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ร.น. กล่าวว่า “ถ้าสมาชิกประสงค์จะทราบ รัฐบาลพร้อมที่จะแจกสำเนาบันทึกในการไปเฝ้าให้สมาชิกทราบ”

นายไต๋ ปาณิกบุตร ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร กล่าวว่า “แล้วมีอะไร ขอให้แจกเสียให้หมด เห็นยังมีอีกกองหนึ่ง”

น.ต. หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ร.น. กล่าวว่า “ในการที่ไม่ได้แจกไปก่อน ก็เพราะเหตุว่า รัฐบาลใคร่จะให้ที่ประชุมนี้วินิจฉัยด้วยใจบริสุทธิ์  เพราะฉะนั้น ถ้าแจกออกไปก่อน ก็เป็นเชิงว่ารัฐบาลต้องการจะชักชวนให้สมาชิกให้ลงมติในทางใดทางหนึ่ง ก็เตรียมไว้ว่า เมื่อสมาชิกประสงค์ที่จะทราบ ก็จะแจก ดังที่ได้แจกเดี๋ยวนี้แล้ว และไม่มีอะไรแจกอีกแล้ว”

พระสารสาสน์ประพันธ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ อ่านบันทึกเรื่อง นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ วันนี้ เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ นาฬิกา  นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี กับ นายนาวาตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า ณ วังตำบลปทุมวัน นายกรัฐมนตรีกราบทูลว่า เนื่องด้วยรัฐบาลได้รับลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ใจความว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้พระราชทานพระราชหัตถ์เลขาทรงสละราชสมบัติไปยังรัฐบาล และบัดนี้ รัฐบาลได้รับโทรเลขจากเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศแจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชหัตถ์เลขาไปยังเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศแล้ว และเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศจะได้ส่งมาให้รัฐบาลต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจึงเห็นว่า ไม่มีวิถีทางใดที่จะอัญเชิญให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯกลับคืนสู่พระมหานครได้  และจำเป็นที่จะต้องนำเรื่องนี้ขึ้นเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อวินิจฉับ และในโอกาสนี้ ย่อมเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะแนะนำผู้ซึ่งสมควรจะขึ้นครองราชย์สมบัติแทนต่อไป

ข้าพระพุทธเจ้าคิดด้วยเกล้าฯว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสละพระราชอำนาจในอันที่จะแต่งตั้งผู้สืบราชสมบัติต่อไปดังนี้แล้ว  ก็เท่ากับมีพระราชประสงค์จะให้การเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์และรัฐธรรมนูญ  ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็คงมีความเห็นเช่นเดียวกัน ฉะนั้น จึงมาเฝ้าขอพระราชทานกราบทูลให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองพระบาท ในอันที่จะอัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชสมบัติต่อไป

สมเด็จพระพันวัสสาฯทรงรับสั่งว่า เรื่องนี้ ฉันไม่มีเสียงอะไร ฉันพูดอะไรไม่ได้ การจะเป็นไปอย่างไรย่อมแล้วแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นประมุขแห่งราชวงศ์ 

หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์กราบทูลว่า  ในโอกาสที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้ง ๑ ในกรุงลอนดอน ข้าพระพุทธเจ้าได้กราบบังคมทูลเรียนพระราชปฏิบัติว่า  ถ้าหากในที่สุด ทรงลาออกจากราชสมบัติแล้ว จะทรงโปรดเกล้าฯตั้งผู้ใดขึ้นครองราชย์สมบัติแทนต่อไป  มีพระกระแสรับสั่งว่า จะไม่ทรงตั้งผู้ใด เพราะจะเป็นการกระทบกระเทือน ทรงพระราชดำริเห็นว่า ควรให้การเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์จะดีกว่า เพราะจะได้เป็นการป้องกันมิให้มีการยุ่งยากในภายหน้า ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้กราบบังคมทูลต่อไปว่า รัฐบาลก็ได้ดำริเช่นนั้น แต่คิดด้วยเกล้าฯว่า ใต้ฝ่าละอองพระบาทอาจจะทรงขัดข้อง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระกระแสรับสั่งว่า เรื่องนี้ได้มอบให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย มาเฝ้ากราบทูลแล้วว่า เพื่อเห็นแก่พระราชวงศ์ ขอให้รับ ซึ่งใต้ฝ่าละอองพระบาทได้รับสั่งว่า ถ้าหากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นดังนั้น ก็ต้องทรงรับอยู่เอง

สมเด็จพระพันวัสสาฯทรงรับสั่งว่า กรมเทววงศ์ฯได้มาบอกแล้ว ฉันก็ได้รับทราบไว้ แต่ฉันไม่มีเสียงอะไร ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายกรัฐมนตรีกราบทูลว่า  การที่มาเฝ้านั้น ก็เพื่อจะแสดงความเคารพสักการะต่อพระองค์

สมเด็จพระพันวัสสาฯ รับสั่งว่า ฉันขอบใจที่มาแสดงความเคารพ

นายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ กราบทูลลาออกจากที่เฝ้า เวลาประมาณ ๑๓๓๐ นาฬิกา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีจดรายงาน วันที่ ๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗

ต่อจากนั้น ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ กล่าวว่า

“ตามคำแถลงการณ์ของรัฐบาลนั้น รัฐบาลได้เคยให้หลวงธำรงฯไปเฝ้าพระองค์เจ้าอานันฯ ที่สวิทเซอร์แลนด์  แต่ทว่าข้อความเป็นประการใดนั้น สภาฯยังหาได้ทราบไม่  เพื่อประกอบเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจึงขอให้รัฐบาลแถลงเรื่องนั้นเสียด้วย จะได้เป็นทางง่ายที่จะวินิจฉัยสืบไป”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)

“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า

กบฏสมัยอยุธยา (ตอนที่ 3)

กล่าวได้ว่า ภายใต้ยุคศักดินา ราชอาณาจักรอยุธยาไม่มีกษัตริย์ เจ้าผู้ปกครองหรือขุนนางคนใดกลุ่มใด จะสามารถอ้างการผูกขาดการใช้ความรุนแรงได้ เพราะแม้ว่าบรรดาข้าราชการภายใต้กษัตริย์ เจ้าผู้ปกครองหรือขุนนางจะถวายสัตย์ปฏิญาณที่จะรับใช้และจงรักภักดีต่อผู้เป็นนาย

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 22): คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19: พลเรือตรีเล็ก สุมิตร

หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491)

กบฏสมัยอยุธยา (ตอนที่ 2)

ตลอดระยะเวลา 417 ปีของการเมืองในสมัยอยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. 1913-2325 มีการใช้กำลังและความรุนแรงแย่งชิงราชบัลลังก์สำเร็จหรือที่เรียกว่ารัฐประหาร 16 ครั้งใน 32 รัชกาล