
หัสนัย สุขเจริญ
ปี ค.ศ. 1814 ถือเป็นปีแห่งปาฏิหาริย์ (Annus mirabilis) ของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศนอร์เวย์ ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายหลังสงครามนโปเลียน นอร์เวย์ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยอย่างฉับพลันเมื่อกษัตริย์เดนมาร์กทรงพ่ายแพ้สงครามและต้องลงนามในสนธิสัญญาคีล (Treaty of Kiel) เมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1814 เพื่อสละสิทธิในราชอาณาจักรนอร์เวย์ให้แก่กษัตริย์แห่งสวีเดน วิกฤตการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วและเต็มไปด้วยพลังทางอุดมการณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างนอร์เวย์ให้เป็นรัฐอิสระและมีอธิปไตยเป็นของตนเองเป็นครั้งแรกในรอบ 400 กว่าปี ภายหลังจากที่นอร์เวย์อยู่ภายใต้สหภาพคาลมาร์ร่วมกับเดนมาร์ค
ในระยะแรก มกุฎราชกุมารคริสเตียน เฟรเดอริก (Prince Christian Frederik) แห่งเดนมาร์ก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการนอร์เวย์ในขณะนั้น ทรงมีพระประสงค์จะอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์นอร์เวย์ผ่านสิทธิสืบราชสันตติวงศ์ของราชวงศ์เดนมาร์ก อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งสำคัญที่เรียกว่า “การประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ” (Notabelmøtet) ณ คฤหาสถ์ที่เมือง Eidsvold เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1814 บรรดาผู้นำชาวนอร์เวย์ได้ทูลทัดทานว่า พระองค์ไม่สามารถอ้างสิทธิ์โดยอุดมการณ์สมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบเดิมได้อีกต่อไป เนื่องจากสนธิสัญญาคีลได้ตัดขาดสิทธินั้นไปแล้ว อธิปไตยจึงควรกลับคืนสู่ประชาชน และการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ต้องมาจากการเสนอของประชาชนผ่านรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นมกุฎราชกุมารคริสเตียน เฟรเดอริก จึงต้องยอมรับแนวคิดอธิปไตยของปวงชน (Popular sovereignty) และเริ่มกระบวนการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (Rigsforsamlingen หรือ the Realm’s Assembly) โดยมีการให้ชาวนอร์เวย์ทำพิธีสาบานตนในโบสถ์ทั่วประเทศเพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์และเอกราชของชาติ
สมาชิกสมัชชาแห่งชาติทั้ง 112 คนมารวมตัวกันที่คฤหาสน์ Eidsvold เมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1814 สมาชิกกลุ่มนี้มาจากการเลือกภายใน “โบสถ์ทางการ” และ “หน่วยทหาร” ทั่วประเทศ เหตุผลที่มีการเลือกกันภายในโบสถ์ก็เพราะโบสถ์นั้นคือที่ประชุมทำกิจกรรมต่าง ๆ ของคนในพื้นที่ และหน่วยทหารก็มีกระจายไปทั่วประเทศเช่นกัน ทั้งนี้ สมาชิกของกลุ่มสมัชชาแห่งชาติหรือสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญนั้นประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ (Government officials) จำนวน 57 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความรู้ทางกฎหมายและอุดมการณ์ทางการเมืองมากที่สุด 2. เกษตรกร (Farmers) จำนวน 37 คน ซึ่งถือเป็นการให้พื้นที่ทางการเมืองแก่ชนชั้นชาวนาอย่างมีนัยสำคัญ 3. พ่อค้า (Merchants) ผู้ผลิต (Manufacturers) หรือเจ้าของที่ดินรายใหญ่ (Large landowners) จำนวน 18 คน
จะสังเกตได้ว่า กลุ่มของผู้เป็นสมาชิกในสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญนอร์เวย์เป็นกลุ่มซึ่งสะท้อนสภาพความเป็นจริงด้านประชากรชาวนอร์เวย์ และได้มีการเปิดโอกาสให้กับชนชั้นชาวนาซึ่งมีอยู่จำนวนมากในสังคมได้เข้ามามีส่วนในทางการเมืองอย่างสำคัญตั้งแต่ในชั้นของกระบวนการร่าง และชาวนาจะกลายมาเป็นพลังสำคัญในการมีส่วนในการโหวตเลือกสมาชิกสภานอร์เวย์ในชั้นต่อไปด้วย
นอกจากนั้น หากพิจารณาด้านอายุของสมาชิกแห่งสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญจะพบว่า สมาชิกเหล่านี้มีอายุเฉลี่ย 42 ปี และมีจำนวนสมาชิกหลายคนที่มีอายุน้อยเพียง 30 ปีเศษเท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในขณะนั้นที่มีความต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองของนอร์เวย์ และถึงแม้ว่า ท่ามกลางสมาชิกจะพบว่า มีความแตกต่างทางชนชั้น แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า สมาชิกทุกคนปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนที่มีความเป็นอิสระทางการเมือง โดยไม่ได้รับคำสั่งเฉพาะเจาะจงจากเขตเลือกตั้ง ทำให้การอภิปรายในสภาดำเนินไปอย่างลื่นไหลและมุ่งเน้นการสร้างฉันทามติเพื่อเอกราชของชาติเป็นสำคัญ
สำหรับระยะเวลาระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ สมัชชาได้เลือกสมาชิก 15 คนเป็นคณะกรรมการรัฐธรรมนูญ (Constitutions Comiteen หรือ Constitutional committee) เพื่อทำหน้าที่ยกร่างตัวบทกระบวนการทั้งหมดนับตั้งแต่การเริ่มทำงานของคณะกรรมการจนถึงการลงนามในรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาเพียง 16 วันเท่านั้น ความรวดเร็วนี้เกิดจากความตระหนักร่วมกันถึง “จังหวะเวลาที่สำคัญยิ่ง” (Kairos) เนื่องจากสวีเดนและมหาอำนาจยุโรปกำลังเตรียมการกดดันให้นอร์เวย์เข้าสู่สหภาพ โดยร่างรัฐธรรมนูญของ Christian Magnus Falsen สมาชิกสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญ และ Johan Gunder Adler ซึ่งแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับ Falsen (โดยเขาเข้าร่วมในฐานะผู้ช่วยและเลขานุการส่วนตัวของมกุฎราชกุมารคริสเตียน เฟรเดอริก) ถือเป็นร่างที่มีอิทธิพลต่อตัวบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด
ในด้านรากฐานทางอุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญนอร์เวย์ ค.ศ. 1814 ถูกสร้างขึ้นตามอุดมคติของยุคแสงสว่าง (Enlightenment) ที่ต้องการความสมบูรณ์และสมดุลในตัวเอง ตัวบทบัญญัตินี้ได้รับแรงบันดาลใจอย่างสูงจากรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ค.ศ.1787 และรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ค.ศ. 1791 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาการเมืองยุครู้แจ้งโดยเน้นหลักการแบ่งแยกอำนาจและสิทธิมนุษยชน และในขณะเดียวกันนั้น ก็มีการผสมผสานระบอบราชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ที่สืบทอดตามสายเลือดนั้นได้ถูกจำกัดพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ (Limited and hereditary monarchy) เข้ากับอธิปไตยของประชาชน (Popular sovereignty) ทั้งนี้ ในด้านพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนญนั้น ถึงแม้จะยังคงสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชสถานะและพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ไว้ แต่สภาหรือสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดเงื่อนไขว่า พระมหากษัตริย์ต้องยอมลงพระปรมาภิไธย รัฐสภาจึงจะยอมรับสถานะของพระมหากษัตริย์
ตราบจนกระทั่ง ในวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1814 สมาชิกสมัชชาได้ลงนามในรัฐธรรมนูญและประกาศให้เป็นกฎหมายพื้นฐานของอาณาจักร และในวันที่ 19 พฤษภาคม เจ้าชายคริสเตียน เฟรเดอริกได้ทรงประกอบพิธีสาบานตนต่อรัฐธรรมนูญและยอมรับมงกุฎที่ประชาชนมอบให้ในฐานะของขวัญ ซึ่งเป็นการประสานแนวคิดกษัตริย์เข้ากับอำนาจอธิปไตยของปวงชนของระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของนอร์เวย์
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญนอร์เวย์จะมีการร่างออกมาจนกระทั่งเรียกได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นเสรีนิยมและมีความก้าวหน้าเพราะแม้จะคงสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้แต่ก็มีการจำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ลงมาจากแต่ก่อน ทว่ารัฐธรรมนูญนอร์เวย์ฉบับดังกล่าวก็ได้มีการถูกปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง เพราะเหตุว่า หลังจากร่างรัฐธรรมนูญขึ้นได้ไม่ถึง 1 ปี และนอร์เวย์ได้กลายมาเป็นรัฐอิสระจากสหภาพร่วมกับเดนมาร์ก สวีเดนก็ได้มีการใช้กำลังเข้าโจมตีนอร์เวย์ทันที และภายหลังจากสงครามระยะสั้นระหว่างนอร์เวย์กับสวีเดน ได้มีการลงนามในอนุสัญญามอส (Convention of Moss) ส่งผลให้นอร์เวย์จำต้องยอมรับการเป็นสหภาพกับสวีเดน แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญนอร์เวย์ ค.ศ. 1814 ก็ได้รับการปกป้องไว้ได้ ฝ่ายสวีเดนไม่ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ขอให้มีการแก้ไขตัวบทบัญญัติ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1814 โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประมุขแห่งรัฐ เพื่อให้นอร์เวย์มีประมุขแห่งรัฐหรือพระมหากษัตริย์ร่วมกับสวีเดนแทน การปรับปรุงครั้งนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการทำลายจิตวิญญาณของการร่างรัฐธรรมนูญของชาวนอร์เวย์ที่เมือง Eidsvold แต่มันกลับช่วยให้รัฐธรรมนูญกลายเป็นป้อมปราการสำคัญในการรักษาเอกราชในเชิงสถาบันของนอร์เวย์ตลอดศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ในเวลาต่อมาด้วย
จะเห็นได้ว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 ของนอร์เวย์มิใช่เพียงการคัดลอกตำรากฎหมายจากต่างประเทศ แต่เป็นการใช้จังหวะเวลาทางประวัติศาสตร์ ในการสร้างอัตลักษณ์ของชาติผ่านตัวบทกฎหมาย ความสำเร็จของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จนถึงปัจจุบันเกิดจากความยืดหยุ่นและการที่ตัวบทได้กลายเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในจิตสำนึกของประชาชนนอร์เวย์
นอกจากนี้ หากพิจารณาในทางวิชาการเกี่ยวกับที่มาของรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
หนึ่ง รัฐธรรมนูญที่ประมุขของรัฐเป็นผู้มอบให้ (Charter) เป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานลงมา
สอง รัฐธรรมนูญที่เกิดจากการตกลงร่วมกัน (Pact) เป็นสัญญาระหว่างประมุขของรัฐกับราษฎร หรือคณะบุคคลที่กระทำการแทนราษฎร ซึ่งในทางรัฐศาสตร์เรียกว่า “การตกลงกันของชนชั้นนำ” (Elite pact)
และสาม รัฐธรรมนูญที่ราษฎรบัญญัติขึ้นเองเพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะกระทำขึ้นโดยผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (Convention) หรือการทำประชามติ (Referendum)
จะพบว่า หากพิจารณาตามกรอบการวิเคราะห์ข้างต้น อาจสรุปได้ไม่ยากว่า รัฐธรรมนูญของนอร์เวย์ ค.ศ. 1814 ควรจะจัดอยู่ในประเภท รัฐธรรมนูญที่ราษฎรบัญญัติขึ้นเอง โดยสภาหรือกระบวนการสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญ (Convention) เนื่องจากมีที่มาจากสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญที่สมาชิกได้รับการคัดเลือกมาจากชนชั้นต่าง ๆ ทั่วนอร์เวย์ และแม้ว่าจะยังคงรักษาผู้ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ไว้ แต่สมัชชาร่างรัฐธรรมนูญก็ได้สร้างเงื่อนไขเชิงอำนาจวัฒนธรรมใหม่ผ่านการบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยเพื่อรับรองสถานะ
ทั้งนี้ บริบทและกระบวนการร่างดังกล่าว ส่งผลให้เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญนอร์เวย์ ค.ศ. 1814 มีลักษณะเป็นเสรีนิยมอย่างเด่นชัด อันนำไปสู่การออกแบบสถาบันการเมืองที่มีกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างกัน ตลอดจนการจำกัดพระราชสถานะและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับระบอบเดิม ซึ่งไม่เพียงเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของนอร์เวย์เท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการที่นอร์เวย์จะค่อย ๆ ปลดพันธการการครอบงำทางการเมืองของต่างชาติไม่ว่าจะเป็นเดนมาร์ก และสวีเดน ตามลำดับ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรนอร์เวย์: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1814) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴 LIVE ‘อนุทิน’ บินฝรั่งเศสปิดจบปมเขมร!? | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | บตา..'อนุทิน' In Paris คลี่ปมคาใจ 'ไทย-เขมร'!!
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569
🔴 LIVE ‘ส้ม’ ดิ้นพล่าน | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | มิบังควร!?
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569
🔴 LIVE รัฐ-เอกชน จับมือปราบโกง จริงจังแค่ไหน?? | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
🔴 LIVE ‘คอร์รัปชัน’ บีบหนู | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

