ข้อเสนอ 'คนลูกที่' (จบ)

เอาละ..เมื่อวานยังค้างเรื่อง “ข้อเสนอของคนลูกที่” วันนี้เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ว่ากันต่อเลย

 “คนลูกที่” เขาจึงเสนอ..ให้มี “สำนักงานมหาดไทยส่วนหน้า” ขึ้นในพื้นที่ 3 จชต. เพื่อสนับสนุนงานของนายอำเภอ และร่วมขับเคลื่อนงานทั้ง 6 กรมในสังกัดแบบบูรณาการ!

ทั้งนี้..หากมีรัฐมนตรีประจำพื้นที่ หรือคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลขึ้นมา ก็จะเป็นตัวเร่งและตัวเชื่อมระหว่างฝ่ายพื้นที่ภาคปฏิบัติกับส่วนรัฐบาลฝ่ายนโยบาย

 (3) เสนอย้อนรอยงานที่ราชการเคยนำมาใช้ เช่น..ฝ่ายปกครองมหาดไทย ลงช่วยงานสร้างความเข้าใจ และแก้ปัญหาชาวบ้าน “ช่วย>ชอบ>เชื่อ” จนนั่งในใจชาวบ้านทั้งครอบครัว

สมาชิกออกนอกแถวฝ่ายปกครองก็เอาอยู่ อย่างเช่นโครงการแบ่งมอบเจ้าหน้าที่รัฐ 1 คนดูแล 10-20 ครอบครัว

และงานเน้นการศึกษา คือสายพานการผลิตที่จะต้องสร้างพลเมืองดีสำนึกไทย การเป็นเจ้าของประเทศ ต้องรักหวงแหนแผ่นดินไทยถิ่นเกิด

 (4) คนลูกที่มองว่า กระแสที่ถูกสร้างโดยกลุ่มผู้เห็นต่าง และภาคราชการก็หลงกลคล้อยตามจนกำหนดเป็นกรอบของการพูดคุยสันติภาพคือ การแสวงหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน

ในขณะที่กลุ่มผู้พูดคุยในนาม BRN ได้ประกาศเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ว่า.. end state ของ BRN คือ “การปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษ-นครรัฐปาตานี” ซึ่งชวนสังเกตได้ว่า..

ประเด็นนี้มีการ “รับลูก” กันชัดเจนในกลุ่มการเมือง-แนวร่วม BRN ที่มีการเร่งรัดให้มีการแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติภาพทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล เพื่อเป้าหมายดังกล่าว!

ซึ่งในประเด็นนี้ “คนลูกที่” ได้นำเสนอแนวคิดที่ถือว่า “ย้อนกลับ” นั่นคือ.. “ให้มีการกระจายอำนาจพิเศษแก่ท้องถิ่นในพื้นที่พิเศษ” หมายถึง อบจ./เทศบาล/อบต. จำนวน 267 แห่ง

ทั้งนี้ โดยพื้นฐาน ผู้บริหารในท้องถิ่นเหล่านี้เป็นไทยมลายูมุสลิม 93% และฝ่ายนิติบัญญัติ สจ./สท./ส.อบต.87%

ดังนั้นการกำหนดอำนาจหน้าที่ หรือภารกิจเพิ่มเติม การจัดสรรงบประมาณการคลังท้องถิ่น คือการให้ท้องถิ่นดูแลการจัดการศึกษา อุดหนุนภารกิจด้านศาสนา

การส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีพิเศษ หรืออาจกำหนดวัดหยุดราชการในพื้นที่ตรงกับวิถีชีวิตมุสลิม เป็น “ศุกร์-เสาร์” เฉพาะพื้นที่ 3 จชต.ก็ย่อมทำได้!

 “คนลูกที่” ย้ำถึงแนวทางที่นำเสนอนี้ สำคัญคือ การจัดตั้ง “สำนักมหาดไทยส่วนหน้า” ให้คนมหาดไทยดูแลพื้นที่ตามภารกิจหน้าที่

และการทำงานในโครงสร้างของ กอ.รมน.ซึ่งมีแม่ทัพภาค 4 เป็นผู้กำกับการปฏิบัติ!

และที่น่าสนใจเพิ่มเติมก็เรื่องการพูดคุยสันติสุข พวกเขาว่า กลุ่มคนเห็นต่างและฝ่ายการเมืองในสภาได้คล้อยตาม BRN เรียกเป็นการพูดคุยสันติภาพ เราก็เรียกหลงตามเขาไป

ซึ่งเรื่องนี้ก็มีนัยสำคัญในการยกระดับของปัญหา ในที่นี้ คนลูกที่ยังคงใช้เรียก “การพูดคุยสันติสุข” แต่ขอเสนอให้เปลี่ยนสาระและกลุ่มที่พูดคุย

จากเดิมคุยกับ “คนมาเลย์ที่เคยก่อเหตุในไทย” โดยผู้อำนวยความสะดวกฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้จัดหา เป็นบุคคล 2 สัญชาติ

ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นคุยกับฝ่ายความมั่นคง ตำรวจสันติบาล ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองแทน และประเด็นพูดคุยคือ..

การหารือร่วมกันว่ามาเลเซียจะช่วยไทยอย่างไร เพื่อตอบแทนคุณที่เราเคยช่วยมาเลเซียในคราว “โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา”!                

สำหรับการคุยเพื่อยุติหรือลดเหตุ ก็มอบให้ “ฝ่ายมหาดไทย” โดยนายอำเภอคุยกับผู้ก่อเหตุหรือญาติผู้ก่อเหตุ

ต้องคุยกันในประเทศไทยของเรา ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงิบประมาณที่สูญเสียไปมากกว่าปีละ 30 ล้านตลอดเวลากว่า 12 ปี!

และทั้งหมดข้อเสนอแนะนี้จะเป็นที่เข้าตา-เข้าหู น่ารับฟัง-น่าใคร่ครวญของรัฐบาลหรือไม่-อย่างไร..

 “คนลูกที่” ก็คงต้องนั่งรอดู-รอเห็นอีกตามเคย (มั้ง)?.

สันต์ สะตอแมน 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศุภจียอมปิดหม้อ(แกง)?

เมื่อ (ฝ่ายค้าน) เห็นพ้องตรงกัน.. ข้าวไม่ได้ยาก หมากไม่ได้แพง เศรษฐกิจประเทศชาติเข้มแข็ง มี “ข้าวแกง” 20 บาท 30 บาทอยู่เกลื่อนกลาดให้ประชาชนได้อิ่มท้อง!

แค่..หอมปากหอมคอ

จุฬาฯ..เธอจะเอาอย่างไง? นี่..ถ้าผมมีปัญญา เฉลียวฉลาดได้เป็นศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับเขา ผมก็เห็นจะถามแทนอาจารย์ไชยันต์ ไชยพร อย่างนี้แหละ!

ยัง‘ล้อมคอก’อีกไหม?

เอ้า..ได้เวลาล้อมคอก (อีกแร้ววว)! เนี่ย..ไม่ได้จะแดกดันแต่มันเป็นพรรค์นั้นจริงๆ ในทุกครั้งที่เกิดเหตุ “โศกนาฏกรรม” สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินครั้งใหญ่ให้สลดหดหู่

ของจริง..ไม่ขี้หมา!

ในบ้าน..เลี้ยงหมาใหญ่ 3 ตัว หมาน้อย 1 ตัว! นอกรั้ว-หน้าบ้าน..มีสุนัขจรจัดอยู่ 2 ตัว อาศัยอยู่ใต้โพรงพุ่มต้นเทียนดัดมาร่วมปี และดูทีท่าว่าจะไม่ยอมย้ายสำมะโนครัวไปไหน?

‘อนาคต’ที่สับสน!

จะไปต่อหรือพอแค่นี้.. อยากให้คิดกันให้ถ้วนถี่ด้วยความรอบคอบ และอยากขอ ชะลอการตัดสินใจก่อนได้ไหม?

'กลัว'เพราะเหตุใด?

ดูพูดเข้าสิ.. “ภารกิจของ กอ.รมน.ในปัจจุบันทำอะไร ยิง สส.ใช่หรือไม่ เพราะคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ มีหลักฐานและพยานชัดเจนว่า เป็นคนและรถของ กอ.รมน.