
ประเทศไทยมีปัญหาการสื่อสารเยอะครับ
รัฐบาลกับประชาชน
ประชาชนกับรัฐบาล
สภาฯ กับรัฐบาล
รัฐบาลกับสภาฯ
ประชาชนกับประชาชน
ประชาชนกับข้าราชการ
ข้าราชการกับประชาชน
มีปัญหาทุกวัน
ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของสื่อโซเชียล ที่ใครๆ ก็สามารถพูดกับสาธารณะได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสื่อสารมวลชน
ยกตัวอย่างนายกฯ อนุทินไปออสเตรเลีย สื่อโซเชียลที่เหม็นขี้หน้านายกฯ ก็พากันด่าสาดเสียเทเสีย บางเพจบางคน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมนายกฯ ต้องไปออสเตรเลีย ไปเพื่ออะไร
ปั้นเฟกนิวส์ด่ากันสนุกปาก
มีข้อเท็จจริง มีผลสรุปการเดินทางไปเยือนให้เสพ แต่ไม่เสพ เพราะไม่มัน ไม่สะใจ ไม่สนุก สู้แชร์ภาพ AI อนุทินถูกคนไทยในออสเตรเลียรุมด่ารุมจิกไม่ได้ มันกว่าเยอะ
แล้วมันได้อะไรขึ้นมา
สรุปนะครับ การไปเยือนออสเตรเลียของผู้นำไทยในรอบ ๑๔ ปี มีการจัดทำเอกสารสำคัญ ๒ ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป
ฉบับแรก แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime) ยกระดับความร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการฟอกเงิน ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระดับโลก เพื่อรับมือภัยข้ามพรมแดนที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง
ฉบับที่สอง แถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยการยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ (Leaders’ Statement on Deepening Economic Engagement) มุ่งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ให้เต็มศักยภาพ ขยายการค้าและการลงทุนในสาขาสำคัญ สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกาเป็นพื้นฐาน และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
จากนี้ก็เป็นหน้าที่้ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องไปเดินเครื่องเอา จะสำเร็จหรือจะล้มเหลว ก็อยู่ที่ฝีมือของรัฐบาล
ถ้าไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย ก็เสียค่าเครื่องบินฟรี
แต่ถ้าหลังจากนี้ความร่วมมือในการจัดการกับสแกมเมอร์ที่มีอยู่รอบๆ ประเทศไทย การค้า TAFTA มีความคึกคักขึ้น ก็แสดงว่ารัฐบาลใส่ใจ
อยากรู้ก็ตามดูหลังจากนี้
อีกเรื่องที่ไม่ควรเป็นเรื่อง แต่ก็เป็น กรณีที่กรรมาธิการงบประมาณ ข้องใจงบสำนักงานศาลยุติธรรม ที่มีเงินสดจำนวน ๓๖,๗๐๐ ล้านบาท
อ่านเอกสารเจอเรื่องนี้สิ่งแรกควรจะ "เอ๊ะ"...มันใช่หรือ
มันต้องมีอะไรแน่ๆ ฉะนั้นต้องหาข้อมูลก่อนพูดออกสื่อ
ที่จริงมันก็สอบถามกันได้ เพียงแต่วิธีการมันต้องใช้ความคิดพอสมควร
ไม่ใช่โยนออกมาแล้วศาลโดนด่า
คนไม่พอใจศาลมันมีอยู่แล้ว เพราะเวลาขึ้นศาลมันมีทั้งคนแพ้และคนชนะ
ไอ้พวกแพ้ในศาลนี่แหละครับตัวดี ผสมโรงด่าอย่างไร้เหตุผล
ทางสำนักงานศาลยุติธรรมชี้่แจงมาครบถ้วนครับ
สำนักงานศาลยุติธรรมสรุปสาระสำคัญที่ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ เกี่ยวกับประเด็นเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน ๓๖,๗๐๐ ล้านบาท
เงินจำนวน ๓๖,๗๐๐ ล้านบาท ที่ปรากฏในงบการเงินไม่ใช่เงินรายรับที่สำนักงานศาลยุติธรรมจะนำไปใช้ในการบริหารราชการได้ แต่เป็นเงินที่มีที่มาซึ่งมีภาระผูกพันตามกฎหมายที่ต้องรอนำส่งคลัง หรือคืนให้แก่คู่ความ หรือจ่ายตามภารกิจเฉพาะ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนหลัก ดังนี้
ส่วนที่ ๑: เงินฝากสถาบันการเงินและเงินฝากระยะสั้น (๒๗,๐๐๐ ล้านบาท) เป็นเงินที่มีภาระผูกพันและรอนำส่งหรือรอจ่าย ได้แก่
เงินค่าธรรมเนียมศาลและค่าปรับ ๙๐๗ ล้านบาท (รอนำส่งคลังช่วงสิ้นปีงบประมาณของศาล ๒๘๐ กว่าแห่งทั่วประเทศ)
เงินรับฝากค่าปรับผู้ประกัน ๕๑ ล้านบาทเศษ (รอนำส่งคลัง)
เงินรับฝากเงินกลาง ๑๔,๕๐๐ ล้านบาทเศษ (ส่วนที่มีมูลค่าสูงสุด) เป็นเงินที่คู่ความหรือบุคคลภายนอกนำมาวางไว้ต่อศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ เช่น เงินประกันตัว เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ ซึ่งศาลมีภาระต้องคืนให้โจทก์หรือจำเลยเมื่อคดีเสร็จสิ้น
เงินฝากสำหรับส่งคำคู่ความ ๔๓๗ ล้านบาท (เงินที่คู่ความวางไว้เพื่อส่งเอกสารทั่วประเทศ เป็นเงินรับฝากรอจ่าย)
เงินรับฝากค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ๔๓ ล้านบาทเศษ (รอจ่ายให้ฝ่ายที่ชนะคดีหรืออนุญาโตตุลาการ)
เงินค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ ๑๑ ล้านบาทเศษ (รอจ่าย)
ส่วนที่ ๒: เงินที่นำไปฝากคลังไว้ เป็นเงินคงคลังที่ฝากไว้เพื่อใช้จ่ายตามภารกิจเฉพาะ ได้แก่
เงินประกันสัญญา ๑๙๕ ล้านบาท (ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง มีภาระผูกพันต้องจ่ายคืนหลักประกันเมื่อผู้รับจ้างปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน)
เงินค่าธรรมเนียมศาล ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท
เงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี ๒๕๓ ล้านบาท
เงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สิน ๙๓,๐๐๐ บาทเศษ
เงินฝากค่าธรรมเนียมสอบการแข่งขัน ๔๘๙,๐๐๐ บาท
ในส่วนประเด็นที่ตัวเลขในงบการเงินปี ๒๕๖๘ สูงกว่าปี ๒๕๖๗ นั้นเกิดจากปริมาณคดีที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเงินฝากหรือเงินกลางที่คู่ความนำมาวางทรัพย์และวางหลักประกันต่อศาลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ภายหลังผู้แทนของสำนักงานศาลยุติธรรมชี้แจงแล้ว กรรมาธิการที่สอบถามมีความเข้าใจและไม่ติดใจประเด็นดังกล่าวอีก
ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมรับข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการฯ และจะนำไปปรับปรุงวิธีการอธิบายหรือการให้ข้อมูลในรายงานงบการเงินให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าศาลยุติธรรมมีเงินรายรับจำนวนมากที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้เอง
ครับ...เห็นใบตองไหว แล้วตะโกนลั่นว่าผีหลอก
แทนที่จะเดินไปดูใกล้ๆ พิสูจน์ให้รู้ว่าไหวเพราะอะไร
ก็แค่ลมพัด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อิทธิพลของคนโกง
“ผมไม่ต้องการล้มรัฐบาลชุดนี้ แต่ให้อยู่ไม่เป็นสุข” นั้นคือคำประกาศของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ก็ว่ากันไป... สรุปคือต้องรอวันที่ ๑๔ กันยายน วันที่ กกต.จะเอาไงกับคดีฮั้ว สว. "สนธิ" บอกว่าหากผลการพิจารณาคดีฮั้ว สว.ออกมาเป็นไปตามแนวทางมติ ๕ ต่อ ๒ ของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ ๓๖ เป็นการตัดตอนผู้เกี่ยวข้องระดับสูง ก็จะมีความเคลื่อนไหวภายในสัปดาห์ดังกล่าว
มันมากกว่าฮั้ว สว.
เรื่องฮั้ว สว.จะเป็นชนวนสำคัญทางการเมืองครับ ถึงขั้นล้มรัฐบาลได้ ไม่ใช่เพราะ “ไอติม-ไอลอว์” ออกมาแฉ
อาถรรพ์กันยายน
ดุเดือดครับ...การเมืองรอบสัปดาห์นี้ โหมโรงนำไปสู่การซักฟอกรัฐบาลที่ฝ่ายค้านยังปิดเป็นความลับว่าจะยื่นเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ คือ ยื่นในสมัยประชุมนี้อย่างแน่นอน สรุปคือไม่เกิน ๒๒ ธันวาคม
เอาประเทศของเราคืนมา
มาแล้วครับ... สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศ "ลงถนน" ผ่านเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" "...ถึงเวลาแล้ว 'เอาประเทศไทยของเราคืนมา' สนธิแถลงข่าว ๗ กันยา. แสดงจุดยืนลงถนน
ขำตรงไหน
ดูเหมือนจะเป็นเอกฉันท์ครับ เสียงบูลลี สว. "ประทุม วงศ์สวัสดิ์" ที่นำเสนอแก้ปัญหา "นอมินี" บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ด้วยการให้ต่างชาติถือหุ้น ๑๐๐%
เปลี่ยนม้ากลางศึก
ไม่มีสาระอะไรมากหรอกครับ... แค่ตรวจสอบประวัติของโฆษกรัฐบาลคนใหม่ เพราะอยากรู้ว่าทำไมนายกฯ อนุทินถึงตัดสินใจเปลี่ยนม้ากลางศึก

