
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด การเมืองไทยในช่วงเวลานี้กำลังร้อนระอุและเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญจากสองประเด็นใหญ่ที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ทั้งกรณีการเปิดสำนวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ที่มีข้อมูลมหาศาลและความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการกดดันองค์กรอิสระ
สำหรับประเด็นร้อนเรื่องคดีฮั้วเลือก สว.นั้น มีการตีความจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ซึ่ง แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกมาย้ำถึงองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ที่ทำให้ กกต. มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิผู้เลือกหลังประกาศผลไปแล้ว
โดยประการแรกจะต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกโดยตรงหรือผู้สมัครรู้เห็นเป็นใจ ประการที่สองต้องเป็นการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต เช่น การจ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน การสมยอม หรือแลกเปลี่ยนคะแนน และประการที่สาม ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หากครบถ้วนทั้งสามองค์ประกอบนี้ กกต.จะต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
สถานการณ์กลับตึงเครียดมากขึ้น เมื่อไอลอว์ (iLaw) โดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลจากสำนวนกว่า 9 หมื่นหน้า พร้อมทั้งขู่จะนำข้อมูลทั้งหมดเปิดเผยต่อสาธารณชน หาก กกต. มีคำสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยทั้งหมด
โดยหนึ่งในประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาโจมตีคือบันทึกการโทรศัพท์ของผู้สมัคร สว. จังหวัดอ่างทอง ที่ติดต่อหาบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง เช่น “ภราดร ปริศนานันทกุล” “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” 2 สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลาที่ผู้สมัครควรจะถูกยึดโทรศัพท์มือถือในการเลือกระดับประเทศ ซึ่งการพาดพิงดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมและทำให้เกิดกระแสกดดันจากสังคมอย่างหนักหน่วงต่อตัวผู้ถูกกล่าวหาและองค์กรผู้จัดการเลือก
ภราดร ปริศนานันทกุล ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มองว่าการนำชื่อไปโยงกับตารางเบอร์โทรศัพท์เป็นเรื่องที่ตรวจสอบยากและอาจเป็นการสร้างชุดข้อมูลเพื่อโจมตีทางการเมือง พร้อมกับย้ำว่า กกต.จะต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามกฎหมาย ไม่ใช่วินิจฉัยตามกระแสสังคม พาดหัวข่าว หรือแรงกดดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สุดท้ายต้องจับตาว่าด้วยแรงกดดันจากสังคม กกต.จะวินิจฉัยอย่างไร ให้ชอบด้วยกฎหมาย ควบคู่การยอมรับจากสังคมหายกังขา
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่มีผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์การเมืองไทยอย่างยิ่งคือ การประกาศใช้พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เพื่อมุ่งนิรโทษกรรมแก่ผู้ร่วมชุมนุมและผู้แสดงออกทางการเมืองที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 กฎหมายฉบับนี้ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปและผู้ชุมนุมจากทุกขั้วความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อแดง กลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่ม กปปส. รวมถึงแกนนำและนักการเมืองบางส่วนที่มีคดีความจากการชุมนุม ได้รับการปลดล็อกและล้างมลทินพ้นจากความผิดทางการเมือง เพื่อเปิดทางให้ประเทศสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งที่เรื้อรังมานานได้
กระนั้นก็ตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้อย่างชัดเจนว่า จะไม่รวมถึงผู้กระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงผู้กระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส และคดีความที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว
ทำให้เสียงสะท้อนจากสังคมแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการล้างกระดานและคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนระดับรากหญ้าที่ต้องเผชิญวิบากกรรมทางคดีความมาอย่างยาวนาน
ในขณะที่ฝ่ายคัดค้าน โดยเฉพาะศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและกลุ่มเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการทิ้งผู้ต้องหาและเยาวชนในคดีมาตรา 112 ไว้ข้างหลัง รวมถึงเกิดข้อกังขาเรื่องความซ้ำซ้อนและมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากคดีความรุนแรงในอดีตบางคดีกลับได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมด
ท้ายที่สุดแล้ว บทบาทของคณะกรรมการฯ จะต้องพิจารณาวินิจฉัยคดีความภายใต้ พ.ร.บ.สันติสุข ว่าจะสามารถสร้างความปรองดองที่ยอมรับได้ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง หรือจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งและคาใจสังคมรอบใหม่.
เสือดำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
www.thaipost.net เขียวเริ่มขจี! จากที่เหี่ยวเฉามาหลายเดือน เบิกบานกันทั้งพรรค ถึงแม้ "นายกฯหนู" จะออกตัวไม่เกี่ยวการเมือง แค่บังเอิญร่วมเป่าเค้กเบิร์ธเดย์ "สุภานันท์ ปัญญาทิพย์" สส.เชียงใหม่ เขต 6 พรรคกล้าธรรม เพราะตั้งใจแวะไปเยี่ยม "ผู้กอง" ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยิ่งตอกย้ำกระแสเขียวผสมน้ำเงิน กับไทม์ไลน์ในช่วงใกล้อภิปรายไม่ไว้วางใจ เจอกันอีกครั้งในรอบ 4 วัน
บันทึกหน้า 4
“ไปเพิ่มสัดส่วนเวลาให้ฝ่ายค้าน” สัญญาณจาก ‘เสี่ยหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นอกจากจะชัดว่าไม่ให้ตามคำขอ 5 วัน ยังสะท้อนให้เห็นเหมือนกันว่า
บันทึกหน้า 4
ก้าวขึ้นปีที่ 31 แม้ภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนไป ยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ ใครปรับตัวไม่ได้ก็ล้มหายตายจาก แต่ไทยโพสต์ยังยืนอยู่ทำหน้าที่ต่อไป สัปดาห์หน้าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยรัฐบาลบีบให้เหลือแค่ 3 วัน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
บันทึกหน้า 4
ประเด็นดรามาน้ำท่วมยังไม่จบ หลัง สส.กทม.พรรคประชาชน ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ออกมาระบุเงินเยียวยาใกล้หมด อนุมัติเงินไม่ทัน ประชาชนต้องรอเงินเยียวยานาน
บันทึกหน้า 4
บันทึกไว้ในวันที่รัฐบาลน่าจะถอนหายใจเฮือกโต!เพราะการเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลกสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตามเป้าประสงค์
บันทึกหน้า 4
ปลายเดือนนี้หนาวมั้ย! กรมอุตุนิยมวิทยาเพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการว่าฤดูหนาวปีนี้มาช้า คาดว่าจะเริ่มต้นประมาณสัปดาห์ที่สามของตุลาคม เชื่อว่าคงไม่ถึงกับขนลุกซู่ แต่อากาศในห้องประชุมสภาก็ไม่แน่

