บันทึกหน้า 4

ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด การเมืองไทยในช่วงเวลานี้กำลังร้อนระอุและเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญจากสองประเด็นใหญ่ที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ทั้งกรณีการเปิดสำนวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ที่มีข้อมูลมหาศาลและความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการกดดันองค์กรอิสระ 

สำหรับประเด็นร้อนเรื่องคดีฮั้วเลือก สว.นั้น มีการตีความจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ซึ่ง แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกมาย้ำถึงองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ที่ทำให้ กกต. มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิผู้เลือกหลังประกาศผลไปแล้ว 

โดยประการแรกจะต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกโดยตรงหรือผู้สมัครรู้เห็นเป็นใจ ประการที่สองต้องเป็นการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต เช่น การจ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน การสมยอม หรือแลกเปลี่ยนคะแนน และประการที่สาม ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หากครบถ้วนทั้งสามองค์ประกอบนี้ กกต.จะต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

 สถานการณ์กลับตึงเครียดมากขึ้น เมื่อไอลอว์ (iLaw) โดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลจากสำนวนกว่า 9 หมื่นหน้า พร้อมทั้งขู่จะนำข้อมูลทั้งหมดเปิดเผยต่อสาธารณชน หาก กกต. มีคำสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 

โดยหนึ่งในประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาโจมตีคือบันทึกการโทรศัพท์ของผู้สมัคร สว. จังหวัดอ่างทอง ที่ติดต่อหาบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง เช่น “ภราดร ปริศนานันทกุล” “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” 2 สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลาที่ผู้สมัครควรจะถูกยึดโทรศัพท์มือถือในการเลือกระดับประเทศ ซึ่งการพาดพิงดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมและทำให้เกิดกระแสกดดันจากสังคมอย่างหนักหน่วงต่อตัวผู้ถูกกล่าวหาและองค์กรผู้จัดการเลือก

ภราดร ปริศนานันทกุล ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มองว่าการนำชื่อไปโยงกับตารางเบอร์โทรศัพท์เป็นเรื่องที่ตรวจสอบยากและอาจเป็นการสร้างชุดข้อมูลเพื่อโจมตีทางการเมือง พร้อมกับย้ำว่า กกต.จะต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามกฎหมาย ไม่ใช่วินิจฉัยตามกระแสสังคม พาดหัวข่าว หรือแรงกดดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สุดท้ายต้องจับตาว่าด้วยแรงกดดันจากสังคม กกต.จะวินิจฉัยอย่างไร ให้ชอบด้วยกฎหมาย ควบคู่การยอมรับจากสังคมหายกังขา

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่มีผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์การเมืองไทยอย่างยิ่งคือ การประกาศใช้พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เพื่อมุ่งนิรโทษกรรมแก่ผู้ร่วมชุมนุมและผู้แสดงออกทางการเมืองที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 กฎหมายฉบับนี้ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปและผู้ชุมนุมจากทุกขั้วความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อแดง กลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่ม กปปส. รวมถึงแกนนำและนักการเมืองบางส่วนที่มีคดีความจากการชุมนุม ได้รับการปลดล็อกและล้างมลทินพ้นจากความผิดทางการเมือง เพื่อเปิดทางให้ประเทศสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งที่เรื้อรังมานานได้

 กระนั้นก็ตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้อย่างชัดเจนว่า จะไม่รวมถึงผู้กระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงผู้กระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส และคดีความที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว

 ทำให้เสียงสะท้อนจากสังคมแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการล้างกระดานและคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนระดับรากหญ้าที่ต้องเผชิญวิบากกรรมทางคดีความมาอย่างยาวนาน

ในขณะที่ฝ่ายคัดค้าน โดยเฉพาะศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและกลุ่มเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการทิ้งผู้ต้องหาและเยาวชนในคดีมาตรา 112 ไว้ข้างหลัง รวมถึงเกิดข้อกังขาเรื่องความซ้ำซ้อนและมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากคดีความรุนแรงในอดีตบางคดีกลับได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมด

 ท้ายที่สุดแล้ว บทบาทของคณะกรรมการฯ จะต้องพิจารณาวินิจฉัยคดีความภายใต้ พ.ร.บ.สันติสุข ว่าจะสามารถสร้างความปรองดองที่ยอมรับได้ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง หรือจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งและคาใจสังคมรอบใหม่.

 

เสือดำ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

บันทึกในบรรยากาศที่สังคมไทยมีความรักและห่วงใยถึงประชาชนในภาคเหนือ โดยเฉพาะน่านที่ยังคงต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมอันเนื่องมาจากฝนตกหนักติดต่อกัน พร้อมกับชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส ที่ลุกเป็นไฟ มีการก่อการร้ายป่วนแบบดาวกระจายมากกว่า 54 จุดในคืนเดียวเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา

บันทึกหน้า 4

ยิ่งใกล้ยิ่งเดือด! นับถอยหลังอีก 10 วัน จะถึงเดดไลน์ที่ กกต. ประกาศปิดคดีฮั้ว สว. ภายในสิ้นเดือนนี้ หลัง 200 สว. ชุดปัจจุบัน อยู่ในสภาสูงมาแล้วกว่า 2 ปี นับจาก ก.ค.2567 หลายกลุ่มแห่บุกสำนักงาน กกต.

บันทึกหน้า 4

ต้องบอกว่าการไปปฏิบัติภารกิจของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมคณะ ในการไปเยือนเครือรัฐออสเตรเลียนั้น ได้น้ำได้เนื้ออย่างยิ่ง ที่สำคัญยังมีความเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้และเชื่อถือ

บันทึกหน้า 4

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุม ครม. เนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย อยู่ระหว่างการเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 17-22 ส.ค.69 โดย นายพิพัฒน์ ได้เปิดศึก เอ็นจีโอ กรณีที่มีแรงต้านโครงการใหญ่ของรัฐบาลว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนฐานของเหตุผล

บันทึกหน้า 4

การเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17 ถึง 22 สิงหาคม ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

บันทึกหน้า 4

เปิดบันทึกคาดเดาว่าไม่น่าจะมีสาระการเมืองให้ระทึกตลอดสัปดาห์ เพราะนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มีภารกิจเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 17-22 ส.ค. ถึงแม้จะมีความเคลื่อนไหวคดีฮั้ว สว. ที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "ภาคต่อ คลิปหลักฐานคดีโกง สว. : บุคคลในคลิปเสียงที่ห้องพักในโรงแรม คือใคร?" จนเดือนนี้ถูกมองว่าเป็นเดือนแห่ง “ศึกสิงหา” มรสุมการเมืองถาโถมรัฐบาลก็ตาม .