
กลับมาเปิดซองกันครับ
เมื่อวานมีเรื่องวอลเลย์บอลหญิงไทยเข้ามาแทรก ผมเลยขอพักสองซองที่เตรียมไว้ก่อนหนึ่งวัน
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ครับ คอลัมน์ออนไลน์มีข้อดีตรงนี้แหละ เจอเรื่องที่อยากคุยก็แวะไปคุยก่อน แล้วค่อยกลับมาเปิดซองกันต่อ
วันนี้มีสองซองครับ
ซองแรกมาจากคุณสมพงษ์ เขียนมาคุยเรื่องกฎหมายท้องถิ่นใหม่ 4 ฉบับที่เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ได้แก่ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569, พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2569, พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2569 และ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2569
ชื่อกฎหมายอ่านแล้วเหนื่อยนิดหนึ่ง เอาเนื้อๆ ดีกว่าครับ
ชุดนี้แก้กติกาท้องถิ่นหลายเรื่อง ทั้งอายุและคุณสมบัติของผู้สมัคร วุฒิการศึกษา รวมถึงลักษณะต้องห้ามบางอย่าง ส่วนเรื่องที่กำลังพูดถึงกันมากคือ วาระของผู้บริหารท้องถิ่น
เรื่องนี้อยู่ในกฎหมาย 3 ฉบับหลัง คือ อบจ. เทศบาล และ อบต. ของเดิมนายกทั้ง 3 ประเภทมี วาระคราวละ 4 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ ของใหม่ยังคงวาระคราวละ 4 ปีเหมือนเดิม แต่เอาเพดาน 2 วาระออก เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ คนเดิมก็สามารถลงสมัครต่อได้
รายละเอียดมีมากกว่านี้ ใครอยากไล่อ่านตัวบทกันเต็มๆ อยู่ในราชกิจจานุเบกษาครับ ส่วนผมขอเอาเท่านี้ก่อน
มาดูว่าคุณสมพงษ์เขียนว่าอย่างไร
เรียนคุณเสมอต้น เปิดซองออนไลน์
อยากแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายท้องถิ่นใหม่ 4 ฉบับที่เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีการยกเลิกจำกัดวาระ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), นายกเทศมนตรี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ครับ
คิดว่ามันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บรรดาการเมืองท้องถิ่นระดับ “บ้านใหญ่” ที่เชื่อมโยงกับการเมืองระดับชาติ ให้สามารถครองตำแหน่งได้ยาวนานเกินไป แบบนี้เท่ากับปิดทางคนใหม่ที่ตั้งใจจะเข้าไปทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง
ถ้าจะแก้กฎหมายแบบนี้ ผมว่าควรไปแก้กฎหมายท้องที่ กรณีวาระการดำรงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะดีกว่านะครับ ไม่ควรอยู่จนอายุ 60 ปี การอยู่ยาวถึงอายุ 60 ปี มันไม่ต่างกับข้าราชการ แล้วจะเลือกตั้งทำไม ไม่สอบบรรจุแบบข้าราชการไม่ดีกว่าหรือ
บางคนเป็นผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่อายุ 30 ปี กว่าจะพ้นตำแหน่งก็นับไปอีก 30 ปี มันนานมาก ปิดโอกาสคนอื่นที่ตั้งใจจะทำงานให้คนในหมู่บ้าน
แล้วคุณเสมอต้น มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง
นับถือ
สมพงษ์
อ่านแล้วผมว่าคุณสมพงษ์โยนมาทีเดียวสองลูกครับ
ลูกแรก เรื่องยกเลิกเพดาน 2 วาระของผู้บริหารท้องถิ่น
ลูกที่สอง เรื่องกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอยู่ถึงอายุ 60 ปี
ลูกแรกกำลังเป็นเรื่องใหม่ ส่วนลูกหลังจริงๆ เป็นเรื่องเก่าที่เถียงกันมานานแล้ว
เอาทีละลูก เดี๋ยวรับไม่ทัน!
กฎหมายทั้ง 4 ฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม
ตรงนี้คุณสมพงษ์มองว่าเข้าทาง “บ้านใหญ่”
ผมว่าแกตั้งคำถามไม่ผิด
เพราะการเมืองท้องถิ่นไทย บ้านใหญ่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในจินตนาการ เรารู้กันอยู่ว่าหลายจังหวัดมีตระกูลการเมือง มีฐานเสียง มีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่มานาน บางแห่งเชื่อมโยงขึ้นไปถึงการเมืองระดับชาติด้วย
เมื่อกฎหมายเอาเพดาน 2 วาระออก จึงไม่แปลกที่จะมีคนมองว่า
เอ๊ะ…แบบนี้เข้าทางบางบ้านหรือเปล่า
คำถามนี้ถามได้ครับ
ยิ่งช่วงที่ผ่านมาเรื่องการเมืองท้องถิ่น การจัดวางคนในพื้นที่ ไปจนถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย ถูกจับตาในทางการเมืองอยู่แล้ว กฎหมายออกมาในจังหวะแบบนี้ คนก็ยิ่งเอามาต่อกันเป็นเรื่องเดียวได้ง่าย
แต่ต่อได้ ไม่ได้แปลว่าต่อถูกนะครับ
จะบอกว่ากฎหมายนี้ออกมาเพื่อเอื้อพรรคไหน บ้านไหน หรือใครโดยเฉพาะ ผมว่ายังไม่มีอะไรพอให้ฟันธงขนาดนั้น
ส่วนผม ถ้าถามว่าเห็นด้วยกับการยกเลิกเพดาน 2 วาระไหม
ผมค่อนมาทาง เห็นด้วย
เพราะมีเรื่องหนึ่งที่ต้องแยกให้ออก
“ไม่จำกัดจำนวนวาระ” ไม่ได้แปลว่า “อยู่ได้โดยไม่ต้องเลือกตั้ง”
เมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ คนเดิมก็ต้องกลับไปสมัครและขอคะแนนประชาชนใหม่อยู่ดี
ถ้าคนเดิมทำงานดี ประชาชนยังพอใจ จะเลือกกลับมาเป็นสมัยที่ 3 สมัยที่ 4 ผมก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไร
แต่ถ้าทำงานไม่เข้าท่า ต่อให้กฎหมายเปิดให้ลงสมัครได้อีกกี่สมัย ประชาชนไม่เลือกก็จบ
สุดท้ายคนตัดสินว่าใครจะได้อยู่ต่อ ไม่ใช่กฎหมายครับ แต่เป็นประชาชน
กฎหมายเพียงเปิดให้ลงสมัครได้ ส่วนคะแนนต้องไปเอากันเองในคูหา
พูดตามหลักก็เป็นอย่างนั้นครับ
แต่สนามเลือกตั้งจริงไม่ได้มีแค่ผู้สมัครกับบัตรเลือกตั้ง ยังมีฐานเสียง เครือข่าย และความได้เปรียบของคนที่อยู่ในพื้นที่มานานเข้ามาเกี่ยวด้วย
เพราะอย่างนี้แหละ เรื่องที่คุณสมพงษ์ห่วง “บ้านใหญ่” ผมถึงไม่ปัดทิ้ง
คนที่อยู่ในอำนาจมานานย่อมมีความได้เปรียบ คนใหม่จะเข้าไปแข่งไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นไปพัวพันกับการเมืองระดับชาติหรืออำนาจรัฐ ความได้เปรียบก็ยิ่งต้องถูกตรวจสอบ
การเปิดให้คนเดิมลงสมัครต่อได้โดยไม่จำกัดจำนวนสมัย จึงควรมาพร้อมกับ การตรวจสอบการใช้อำนาจที่เอาจริงกว่าเดิม ด้วย
กลไกตรวจสอบมีอยู่หลายทาง ทั้งสภาท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. รวมถึง ป.ป.ท. ต่างก็มีอำนาจหน้าที่ของตัวเองตามกฎหมาย มีแล้วก็ต้องทำงานให้ได้จริง เพราะยิ่งคนหนึ่งอยู่ในอำนาจได้นาน เครือข่ายก็ยิ่งมีเวลางอก
ส่วนคนในพื้นที่เองก็สำคัญ อย่างน้อยต้องมีข้อมูลให้ดู ให้ถาม และรู้ว่าเงินของท้องถิ่นถูกใช้ไปกับอะไร
จะฝากทุกอย่างไว้กับวันเลือกตั้งอย่างเดียว ผมว่าไม่พอ
ไม่ใช่แก้ครึ่งแรกว่า “อยู่ต่อได้”
แล้วเรื่องตรวจสอบ…
เอาไว้ก่อน
อย่างนั้นบ้านใหญ่คงไม่ได้แค่ใหญ่ครับ
เดี๋ยวต่อเติมชั้นสองกันอีก (ฮา)
แต่พออ่านมาถึงครึ่งหลังของจดหมายคุณสมพงษ์ ผมกลับเห็นด้วยมากกว่าเรื่องแรก
เรื่องกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่งได้จนถึงอายุ 60 ปี
เรื่องนี้ผมมีคำตอบในใจค่อนข้างชัด
ผมว่า ควรมีวาระ
และที่น่าสนใจคือ สิ่งที่คุณสมพงษ์กำลังเสนอ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย
ประเทศไทยเคยทำมาแล้วครับ
เดิมผู้ใหญ่บ้านอยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 60 ปี ก่อนที่ปี 2535 จะมีการแก้กฎหมายให้มี วาระคราวละ 5 ปี
ระบบ 5 ปีใช้มาจนถึงปี 2551 จึงมีการแก้ พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่อีกครั้ง กลับมาใช้หลักให้พ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 60 ปีอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
แปลว่าเรื่องที่คุณสมพงษ์เสนอ ประเทศไทยไม่ได้แค่เคยคิดนะครับ
เคยใช้จริงมาแล้ว 16 ปี
ถ้าถามผม ผมอยากให้กลับมามีวาระ
จะ 5 ปีเหมือนเดิม หรือจะกี่ปี ค่อยถกกัน แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับระบบที่เลือกครั้งเดียวแล้วอาจอยู่ยาวหลายสิบปี
ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่บ้านที่อยู่นานต้องไม่ดี
ถ้าทำงานดี ชาวบ้านรัก ครบวาระก็ลงใหม่ ถ้าชาวบ้านยังเอา ก็กลับมาทำต่อ
แต่สมมติได้เป็นผู้ใหญ่บ้านตอนอายุ 30 ปี กว่าจะพ้นตำแหน่งเมื่ออายุ 60 ปี ก็สามสิบปีนะครับ
ตอนเข้ารับตำแหน่ง คนเรียก “พี่ผู้ใหญ่”
อยู่ไปอยู่มา…
“ลุงผู้ใหญ่” แล้วครับ (ฮา)
ตรงนี้คุณสมพงษ์ถึงถามแบบประชดว่า ถ้าผู้ใหญ่บ้านได้รับเลือกแล้วสามารถดำรงตำแหน่งจนถึงอายุ 60 ปี คล้ายข้าราชการที่อยู่ไปจนเกษียณ แล้วจะเลือกตั้งทำไม ทำไมไม่สอบบรรจุไปเลย
สอบบรรจุ ผมไม่เอาด้วยครับ
งานของผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่งานที่ตัดสินกันด้วยคะแนนสอบอย่างเดียวครับ
สมมติสอบได้ที่หนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าหมู่บ้านนี้มีปัญหาอะไร ไม่รู้จักคนในพื้นที่ เข้าหาชาวบ้านไม่เป็น เวลามีเรื่องก็ประสานใครไม่ได้ ต่อให้คะแนนสอบเต็มร้อย ผมก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไร
งานของผู้ใหญ่บ้านต้องอยู่กับคน รู้จักพื้นที่ และที่สำคัญชาวบ้านต้องยอมรับ
เพราะฉะนั้น ให้ชาวบ้านเลือกนั่นแหละ ผมว่าถูกแล้ว
ไม่ต้องสอบบรรจุครับ
สอบกับชาวบ้านดีกว่า ผ่านหรือไม่ผ่าน เดี๋ยวคะแนนออกวันเลือกตั้งเอง (ฮา)
มีอีกเรื่องที่ควรรู้ไว้หน่อยว่า ผู้ใหญ่บ้านกับกำนันไม่ได้มาด้วยวิธีเดียวกัน
ผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกของคนในหมู่บ้าน ส่วนกำนันไม่ได้มาจากประชาชนทั้งตำบลเลือกโดยตรง แต่มาจากการคัดเลือกกันในหมู่ผู้ใหญ่บ้าน โดยมีนายอำเภอเป็นประธาน
ทีนี้มีอีกคำถามที่เถียงกันมานาน
ในเมื่อวันนี้มี อบต. เทศบาล อบจ. มีนายกท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นอยู่แล้ว เรายังจำเป็นต้องมีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอีกหรือ
บางคนเห็นว่าหน้าที่ซ้ำซ้อน ถึงขั้นเสนอให้ยุบ
เรื่องนี้ผม ไม่เห็นด้วย
ผมยังอยากให้มีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอยู่
“ท้องถิ่น” กับ “ท้องที่” ชื่อคล้ายกันจนคนทั่วไปมีสิทธิ์งง แต่หน้าที่ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว
อบต. เทศบาล และ อบจ. เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เน้นบริการสาธารณะและพัฒนาพื้นที่ มีงบประมาณและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
ส่วนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในระบบ การปกครองท้องที่ เป็นกลไกฝ่ายปกครองที่เชื่อมหมู่บ้านและตำบลกับนายอำเภอ มีบทบาทเรื่องความสงบเรียบร้อย รับรู้ปัญหา ประสานราชการ และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่
งานบางส่วนอาจแตะกันบ้าง
แต่ในชีวิตจริง เวลาชาวบ้านมีเรื่องเดือดร้อน เขาไม่ได้หยิบกฎหมายขึ้นมาดูก่อนหรอกครับว่าเรื่องนี้อยู่ในอำนาจท้องถิ่นหรือท้องที่
เขาหาคนที่ช่วยเขาได้ก่อน
และกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านได้เปรียบตรงที่อยู่ใกล้ชาวบ้าน รู้จักพื้นที่ รู้จักคน หลายเรื่องรู้เร็วกว่าราชการด้วยซ้ำ
ผมจึงไม่อยากยุบ
แต่ผมอยาก ปรับ
ตำแหน่งยังอยู่ บทบาทยังอยู่ ความใกล้ชิดกับชาวบ้านยังอยู่
แต่คนที่นั่งในตำแหน่งควรมีวาระ
ครบแล้วชาวบ้านยังเอา ก็กลับมาใหม่
ผมว่าอย่างนี้ทั้งรักษากำนัน-ผู้ใหญ่บ้านไว้ และเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้ตัดสินเป็นระยะด้วย
เอาล่ะ ซองคุณสมพงษ์ถามมาไม่กี่ย่อหน้า พาผมเดินทั่วกระทรวงมหาดไทยแล้ว
หยุดก่อนดีกว่า
ไปซองที่สองกันครับ
ซองนี้มาจากคุณไพรวัลย์ ทองดี
สวัสดีครับ
ผมติดตามอ่านไทยโพสต์มาตั้งแต่ยุคหนังสือพิมพ์ จนถึงยุคอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ไทยโพสต์ครับ หนังสือพิมพ์แทบจะไม่มีให้เห็นให้อ่านกันแล้ว ก็ยินดีกับคอลัมน์เปิดซองออนไลน์ด้วยครับ
อ่านของคุณเสมอต้นแล้ว ไม่เครียดเอาเรื่องยากๆ เอาเรื่องการเมืองที่เครียดๆ มาเขียนให้เข้าใจง่ายดี อ่านเพลิน มีหยอดมุกให้ (ฮา) อีกด้วย
ถือว่าเป็นจดหมายฉบับทักทายกันก่อนนะครับ ไว้ว่างวันไหน เผื่อมีเรื่องเล่า จะส่งมาร่วมแจมกับคุณเสมอต้น
ว่าแต่ชื่อนามปากกา เสมอต้น นี่หมายถึงอะไรครับ ความหมายแบบเดียวกับ เสมอต้นเสมอปลาย หรือเปล่าครับ?
ไพรวัลย์ ทองดี
อ่านมาตั้งแต่ไทยโพสต์เป็นหนังสือพิมพ์ จนมาถึงไทยโพสต์บนเว็บไซต์ ขอบคุณคุณไพรวัลย์ครับ
ส่วนที่บอกว่าอ่าน “เปิดซองออนไลน์” แล้วไม่เครียด ผมอ่านแล้วชื่นใจ
แสดงว่ามุกยังพอใช้ได้
ถึงบางมุกผมจะต้องใส่ (ฮา) กำกับไว้ เผื่อคนอ่านไม่รู้ว่าตรงนี้ต้องหัวเราะ (ฮา)
คุณไพรวัลย์บอกว่า วันไหนมีเรื่องเล่าจะส่งมาร่วมแจม
ส่งมาเลยครับ
ไม่จำเป็นต้องมีคำถามถึงผมทุกครั้ง มีเรื่องอยากเล่าก็เขียนมา
ส่วนคำถามท้ายซองว่า ทำไมถึงใช้นามปากกา “เสมอต้น”
เอาจริงๆ ผมไม่ได้มีที่มาลึกลับอะไรครับ
สมัยก่อนคนเขียนหนังสือใช้นามปากกากันด้วยเหตุผลสารพัด บางคนไม่อยากเปิดเผยตัวตน บางคนก็มีเหตุให้ไม่สะดวกใช้ชื่อจริง
ผมไม่มีอะไรขนาดนั้นครับ
เห็นคนเขียนหนังสือเขามีนามปากกากัน ผมก็อยากมีกับเขาบ้าง
คิดไปคิดมา นึกถึงคำว่า “เสมอต้น”
เออ…ฟังดูเท่ดี
ก็เอาอันนี้แหละ
ส่วนความหมาย ใครจะตีไปถึง “เสมอต้นเสมอปลาย” ผมก็ไม่ขัด
นามปากกาผม แต่ความหมายตามสะดวกครับ
วันไหนเบื่อ “เสมอต้น” ขึ้นมา อาจเปลี่ยนเป็น “เสมอควบครึ่ง” ก็ได้
อันนี้ฟังดูมีอนาคตกว่า (ฮา)
แล้วเจอกันซองต่อไปครับ
— เสมอต้น
1 กันยายน 2569
📌 เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอยากเล่า อยากถาม อยากคุย อยากเถียง หรือเห็นต่างกันตรงไหน เขียนมาได้ที่ 📩 [email protected] จะเรื่องใหญ่เรื่องเล็กก็ไม่เป็นไร เขียนมาอย่างที่อยากเขียน แล้วเดี๋ยวเราเปิดซองคุยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ศึกรัก-ศึกรบ” ของชิน
โค้ชหนุ่ม “ชิน โยชิดะ” คนนี้ จะอิจฉาดี หรือสงสารดี ผมก็ตัดสินใจไม่ถูก หลังเสร็จ “ศึกรบ”
‘สาวไทยไปโอลิมปิก’
ในที่สุด.... วอลเลย์บอลหญิงไทยก็ได้ไปแข่ง “โอลิมปิก” แล้วโว้ย! “๑๔ สิงห์สาว” สามารถชนะจีน ๓:๒ ด้วยสกอร์ ๒๕-๒๐, ๑๑-๒๕, ๒๓-๒๕, ๒๕-๑๘ และ ๑๕-๑๐ ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวาน (๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๙)
สุดล้ำ! Humanoid เปิดประตูโลกยุคAI | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์
ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569
ก่อนถึง 14 กันยา…ใจเย็นกันหน่อยก็ได้
เดี๋ยวนี้ตามข่าวการเมืองอย่างเดียวเห็นจะไม่พอ ต้องอ่านภาษามวยออกด้วย
ดัดสันดาน | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์
ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569

