
จู่ๆ ก็มีการถกเถียงกันเรื่องสถาบันเบื้องสูง
ประเด็นแตกต่างจากช่วง ๓ นิ้วฮึกเหิมครับ ช่วงนั้นทั้งห่ามทั้งดิบ จนกลายเป็นผู้ต้องหา เป็นนักโทษ เป็นผู้ลี้ภัยกันหลายคน
เที่ยวนี้แรกๆ บอกตามตรง ไม่ได้เอามาใส่ใจเท่าไหร่ เพราะเป็นกรณีมุมกลับ ทำนอง จงรักภักดีจนเกินงาม ใครจงรักภักดีมากกว่ากัน
เหมือนขวาจะเล่นกันเอง
แต่วานนี้วันที่ ๙ เดือน ๙ มาสะดุดกับโพสต์ของ ศ. ดร.ไชยันต์ ไชยพร
"...ฟังคุณอนุทินให้สัมภาษณ์ ผมว่าท่านเข้าใจบทบาทนายกฯ กับวัง ผิดมหันต์เลยนะครับ !..."
ไปดูต้นเรื่องกันก่อน
เรื่องคือว่านายกฯ อนุทินให้สัมภาษณ์ในรายการ ตอบโจทย์ ทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS เมื่อคืนวันที่ ๗ กันยายนที่ผ่านมา อธิบายและตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการถูกกล่าวหาว่า อ้างอิงสถาบันฯ หรือเบื้องสูงในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล
"...ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ ไม่เคยนำเรื่องเบื้องสูงหรือสถาบันฯ มาแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน
ทุกอย่างดำเนินการไปตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้
อยู่ดีๆ ผมจะไปประชุมกับท่านองคมนตรีได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนดการที่เชิญผมไปร่วม
อยู่ดีๆ ผมจะไปกับทางท่านราชเลขานุการในพระองค์ ได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนด ที่ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของคณะเดินทาง
ทำไมผมจะไม่รู้ที่สูง ที่ต่ำ ผมต้องรู้มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ..."
แฟนคลับอาจารย์ไชยันต์พากันงงสิครับ เพราะไม่เข้าใจโพสต์ของอาจารย์ เพราะท่านอธิบายสั้นเกินไป จึงอยากให้อธิบายเพิ่มเติม
อาจารย์ไชยันต์ท่านก็เพิ่มเติมด้วยความเป็นห่วงดังนี้ครับ
“...อยู่ดีๆ ผมจะไปกับทางท่านราชเลขานุการในพระองค์ ได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนด ที่ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของคณะเดินทาง" นายอนุทินกล่าว
อยู่ดีๆ จะไปได้ไหม ถ้าไม่ได้เชิญ
ใครกำหนด ? ใครเชิญ ?
ราชเลขาฯ หรือ นายกฯ เป็นคนกำหนด เป็นคนเชิญ ??...
เอาล่ะสิผมเองก็งง! ในมุมของอาจารย์ไชยันต์ ต้องการสื่ออะไรกันแน่
ไถโทรศัพท์อ่านคอมเมนต์ไปเรื่อยๆ มาเจอโพสต์ของคุณ Phangkrathok N Kongphop ที่พยายามแกะรหัสของอาจารย์ไชยันต์
"...ผมลองให้ Chat GPT ตีความให้
ประโยคนี้ต้องแยก **๒ ชั้น** คือ ๑) นายอนุทินกำลังสื่ออะไร และ ๒) ในทางพิธีการจริง ใครมีอำนาจกำหนดคณะเดินทาง
'อยู่ดีๆ ผมจะไปกับทางท่านราชเลขานุการในพระองค์ได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนดที่ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของคณะเดินทาง'
แล้วตามด้วยการตีความว่า
'อยู่ดีๆ จะไปได้ไหม ถ้าไม่ได้เชิญ'
๑.ประโยคของนายอนุทินไม่ได้บอกตรงๆ ว่า 'ราชเลขานุการฯ เป็นคนเชิญ'
จุดสำคัญคือคำว่า ** 'ไม่มีกำหนดที่ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของคณะเดินทาง'
นี่เป็นภาษาที่ต่างจากคำว่า ** 'ผมไม่ได้รับเชิญจากราชเลขานุการฯ' ** มาก
เขากำลังอ้างถึงหลักว่า การเดินทางในฐานะ ** คณะเดินทางอย่างเป็นทางการ ** ต้องมีการกำหนดรายชื่อหรือองค์ประกอบไว้ ไม่ใช่ว่าใครจะตัดสินใจเดินเข้าไปร่วมคณะเองได้
ดังนั้น ถ้าถามว่า
ใครกำหนด? ใครเชิญ?
จากประโยคนี้เพียงอย่างเดียว ** ยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นราชเลขานุการฯ หรือนายกรัฐมนตรี ** เพราะนายอนุทินไม่ได้ระบุผู้มีอำนาจนั้น
๒.คำว่า 'ใครเชิญ' อาจเป็นการตีความเกินจากคำพูดเดิม
ประโยคเดิมพูดถึง
มีชื่ออยู่ในองค์ประกอบคณะเดินทางหรือไม่
มีการกำหนดหน้าที่หรือสถานะในคณะหรือไม่
แต่ไม่ได้ใช้คำว่า
'ราชเลขานุการฯ เชิญผม'
'นายกฯ ไม่เชิญผม'
'ผมถูกห้ามโดยราชเลขานุการฯ'
ดังนั้น การย่อความเป็น
'อยู่ดีๆ จะไปได้ไหม ถ้าไม่ได้เชิญ'
ถือว่า ** จับใจความได้บางส่วน แต่เพิ่มกรอบความหมายเรื่อง 'ผู้เชิญ' เข้าไป **
ซึ่งทำให้เกิดคำถามต่อทันทีว่า ** แล้วใครเป็นเจ้าภาพหรือผู้มีสิทธิ์เชิญ?**
๓.ต้องแยก 'ผู้กำหนดคณะ' ออกจาก 'ผู้เชิญ'
นี่เป็นจุดที่ผมคิดว่าการถกเถียงในคอมเมนต์อาจปนกันอยู่
การเดินทางสำคัญระดับรัฐอาจมีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง เช่น
ก.ฝ่ายการเมือง/ฝ่ายบริหาร
กำหนดว่า ** ใครควรเดินทางในฐานะฝ่ายรัฐบาล **
เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่รับผิดชอบภารกิจ หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ข.ฝ่ายพระราชสำนักและพิธีการ
เกี่ยวข้องกับการจัดลำดับและองค์ประกอบที่เหมาะสมตามหมายกำหนดการและพระราชพิธี
ค.เจ้าภาพหรือฝ่ายต่างประเทศ
อาจมีเรื่อง ** คำเชิญอย่างเป็นทางการ ** สำหรับคณะผู้แทนในบางกรณี
เพราะฉะนั้นคำว่า ** 'ใครเชิญ?' ** ต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังพูดถึง ** การเดินทางหรือเหตุการณ์ใด ** และบุคคลนั้นจะไปในสถานะอะไร
๔.ถ้าวิเคราะห์ 'ลักษณะของคนพูด' จากประโยคนี้
ผมมองว่าประโยคนี้สะท้อนลักษณะการสื่อสาร ** เชิงป้องกันตัวและโยนคำถามกลับไปที่ตรรกะของฝ่ายตรงข้าม **
เขาไม่ได้ตอบแบบตรงๆ ว่า
'ผมไม่อยากไป'
แต่สร้างกรอบว่า
'ในเมื่อผมไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของคณะ แล้วจะให้ผมไปเองโดยพลการได้อย่างไร?' **
ลักษณะนี้มีผลทางการเมือง ๓ อย่าง:
๑.ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการไม่ไป**
ทำให้เหตุผลไม่ใช่ 'ผมเลือกไม่ไป' แต่เป็น 'ไม่มีสถานะให้ผมไป'
๒.ป้องกันการถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ความสำคัญ**
เพราะถ้าไปเองโดยไม่มีชื่อในคณะ ก็อาจถูกมองว่าไม่เหมาะสมตามพิธีการ
๓.จงใจไม่ระบุว่าใครเป็นคนไม่กำหนดชื่อ **
นี่สำคัญที่สุด เขาพูดว่า ** 'ผมไม่มีกำหนด' ** แต่ไม่ได้พูดว่า ** 'นายกฯ ไม่กำหนด' ** หรือ ** 'ราชเลขานุการฯ ไม่อนุญาต' **
ดังนั้นเขาเหมือน ** ป้องกันตัวเองโดยไม่กล่าวหาใครตรงๆ..."
ครับ...ก็พอจะเข้าใจโพสต์ของอาจารย์ไชยันต์ครับ คำพูดนายกฯ อนุทิน มีความหมายเดียวคืองานของราชสำนักหากไม่มีการเชิญ โดยมารยาทนายกฯ ก็ไม่ควรไป
ที่จริงก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปของการเชิญและการไปหรือไม่ไปตามคำเชิญว่าเพราะอะไร
แต่ที่ยังไม่เข้าใจมาจนวินาทีนี้คือ มีผู้คนเข้าใจเยอะครับว่า "อนุทิน" เป็นนายกรัฐมนตรีที่รับใช้เบื้องยุคลบาทใกล้ชิดที่สุดมากคนหนึ่ง
ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเสียหาย
แต่ถูกโจมตีว่าเชิดชูปกป้องสถาบันฯ แอบอ้างเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง จนลืมเรื่องที่ขั้วการเมืองสู้กันเรื่อง ม.๑๑๒ กันไปหมด
แรงนะครับ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เงินบาปที่ต้องใช้
ทำไมต้องตรวจสอบ ไทยพีบีเอส ที่จริงมันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ง่ายๆ ก็แค่ไทยพีบีเอสไม่ใช่สื่อเอกชน
นี่คือประเทศของเรา
การเมืองช่วงนี้วนในกะลาครับ ทันทีที่นักการเมืองระดับชาติ พรรคการเมือง เข้าไปแตะการเลือกตั้งไม่ว่าระดับไหน มันเลยดูสับสนวุ่นวาย ประหนึ่งว่าการเลือกตั้งนั้นมีปัญหา
๒.๘๕ ล้านล้านในมือส้ม
ชนะถล่มทลายครับ... ขอแสดงความยินดีกับ “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ในเครือข่ายพรรคส้ม ที่แลนด์สไลด์ ในการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม)
ประเทศไทยยืนหนึ่ง
ฉุดไม่อยู่แล้วครับ ประเทศไทยเวลานี้เด่นสง่าในแผนที่โลก ชนิดที่หลายๆ ประเทศแอบอิจฉากันเลยทีเดียว
กล่าวหา 'จิตใจผุพัง'
ชวนคุยเรื่องฝ่ายค้านเปิดซักฟอกรัฐบาลอีกสักวันครับ อ่านตัวญัตติระบุข้อกล่าวหารัฐมนตรีแต่ละคนแล้ว ก็แอบสงสัยในหลายประเด็น โดยเฉพาะการใช้ภาษา ที่เหมือนหลุดมาจาก ChatGPT
เขาว่า...ยุคคนชั่วได้ดี
เรียบร้อยครับ... วานนี้ (๘ ตุลาคม) พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย “หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

