กระตุ้นท่องเที่ยวต่อเนื่อง

แม้ขณะนี้ประเทศไทยยังเผชิญสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยในหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการจราจรและการเดินทาง รวมถึงการเดินทางไปยังท่าอากาศยาน แหล่งท่องเที่ยว และที่พักบางแห่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงขอให้นักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางด้วยความระมัดระวัง พร้อมติดตามสถานการณ์และข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมและหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ

เนื่องจากการท่องเที่ยวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างรายได้และนำเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ ล่าสุด นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Tourism Expo Japan 2026 (TEJ 2026) ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนานาชาติ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากงาน TEJ ถือเป็นหนึ่งในงานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยได้รับการสนับสนุนจาก 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ Japan Travel and Tourism Association (JTTA), Japan Association of Travel Agents (JATA) และ Japan National Tourism Organization (JNTO)

สำหรับในปีนี้ ประเทศไทยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ในเชิงบวกต่อประเทศไทยในกลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ ต้องการประสบการณ์เชิงลึก กระตุ้นความต้องการเดินทางกลับประเทศไทยและเพิ่มวันพักเฉลี่ย ภายใต้แนวคิด Healing is the New Luxury ในการสื่อสารและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นได้มาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฟื้นฟูสุขภาพ ผ่านกิจกรรม (Workshop) ในคูหาประเทศไทย อันเป็นการสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมายังประเทศไทยต่อไป

ในปีนี้ ททท.เปิดเวทีประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมไทย ภายใต้แนวคิด Healing is the New Luxury ประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การแสดงมาสคอต การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย กิจกรรมสาธิตงานฝีมือ กิจกรรม Workshop ด้าน Wellness และ Sustainable Tourism ตลอดจนการนำเสนอสินค้าและบริการทางการ ท่องเที่ยวของประเทศไทย เพื่อสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานทั้งจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปชาวญี่ปุ่น ได้สัมผัสอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การนวดฟ้อนเล็บ, การทำยาดมสมุนไพร และการทำเครื่องประดับจากขยะในทะเล เพื่อส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยครบมิติให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง และช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจในการเดินทางจริงในประเทศไทย

ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการเดินทาง ควบคู่กับความสนใจในประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น สำหรับพฤติกรรมการเดินทาง นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมีวันพักเฉลี่ย 7.74 วัน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,232.22 บาทต่อคนต่อวัน และมีค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ย 40,497.38 บาทต่อคนต่อทริป โดยปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเดินทางมายังประเทศไทยยังคงเป็นจุดแข็งด้าน ระยะทางใกล้ ราคาเข้าถึงได้ และใช้เวลาเดินทางไม่มาก ขณะเดียวกัน ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม ยังเป็นช่วง Winter Vacation ของญี่ปุ่น ซึ่งเอื้อต่อการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในรูปแบบนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตนเอง (FIT) และกลุ่มเดินทางแบบคณะ (Group Tour) และมีแนวโน้มช่วยส่งเสริมการเดินทางมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

จากแนวโน้มสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและค่าโดยสารทางอากาศ ควบคู่กับภาวะเงินเยนอ่อนค่าและการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเพิ่มต้นทุนการเดินทาง ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นบางส่วนวางแผนเดินทางล่วงหน้านานขึ้น ปรับลดงบประมาณ ททท.จึงมีแผนการส่งเสริมการตลาดโดยมุ่งเน้นการเจรจาเพิ่มความจุที่นั่งสายการบินและผลักดันการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำในเส้นทางภูมิภาค เช่น สนามบินเซ็นได ควบคู่กับการจัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดร่วมกับสายการบินหลักและบริษัทนำเที่ยว พร้อมปรับกลยุทธ์เน้นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง (High Value Travelers) เช่น กลุ่ม Wellness & Health, Luxury, ช็อปปิง และ Sport Tourism ตลอดจนการชูจุดเด่นด้านความคุ้มค่า และการกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง เพื่อผลักดันให้จำนวนและรายได้จากตลาดญี่ปุ่นบรรลุเป้าหมายที่วางไว้.

 

กัลยา ยืนยง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พลิกเกมพลังงานดัน‘เอทานอล’ไทย

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกและราคาพลังงานที่ไม่เคยนิ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภาระการนำเข้าน้ำมันดิบมหาศาล และโจทย์ใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงเสนอทางออกสำคัญต่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ด้วยการชงแผนยกระดับ “เอทานอล” สู่สถานะเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ของประเทศ (Strategic Fuel) เปลี่ยนบทบาทจากเพียง “สารผสมในน้ำมัน” ให้กลายเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจฐานราก

เจาะกลไกพยุงราคา‘ก๊าซหุงต้ม’

ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

ทำความรู้จัก Financial Optionality

เคยไหม...รายได้เข้าทุกเดือน แต่เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิตกลับรู้สึกว่า “ยังทำไม่ได้” เพราะรายได้ในอนาคตส่วนหนึ่งถูกผูกไว้กับค่าบ้าน ค่ารถ และภาระผ่อนต่างๆ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม “มีรายได้” จึงไม่ได้แปลว่า “มีอิสระทางการเงิน” เสมอไป

อายุยืนบนโจทย์‘เงินออม’ที่ยาวขึ้น

การมีอายุยืนยาวขึ้นสะท้อนความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่งกำลังเปลี่ยนโจทย์สำคัญของการใช้ชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่รายได้จากการทำงานลดลงหรือสิ้นสุดลง เมื่อช่วงชีวิตหลังเกษียณอาจกินเวลายาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ การวางแผนอนาคต จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีเงินเพียงพอสำหรับวันหยุดทำงาน แต่เป็นการออกแบบความมั่นคงให้สอดคล้องกับระยะเวลาของชีวิตที่ยืดยาวขึ้น

แรงงานไทยหาตัวเองให้เจอ

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่ต้องการแรงงานที่มีความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความทันสมัยของเทคโนโลยี และตลาดแรงงานยังต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันที แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับยังไม่แน่ใจว่าตัวเองถนัดอะไร และอยากเติบโตไปในเส้นทางใด สำหรับเคทีซี การพัฒนาคนไม่ใช่เพียงการสร้างบุคลากรให้กับองค์กร แต่คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ค้นพบศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ชูโมเดลจัดการน้ำไม่ท่วมไม่แล้ง

ภาพจำมหาอุทกภัยปี 2554 คือบทเรียนราคาแพงของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ในปัจจุบัน ท่ามกลางสภาพอากาศสุดขั้วจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “พระนครศรีอยุธยา” ได้ก้าวข้ามจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงแบบ 360 องศา เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ ให้นักลงทุนมั่นใจว่าโรงงานผลิตจะไม่สะดุด ไม่ว่าธรรมชาติจะเหวี่ยงมาทาง “น้ำหลาก” หรือ “เอลนีโญ”