
ลุงโยธินไม่ใช่กรณีแรก และจะไม่ใช่คนสุดท้าย!
นี่..ผมกำลังพูดถึง “คุณโยธิน มาพบพันธ์” ซึ่งแน่นอนหลายท่านไม่รู้จัก-ไม่คุ้นหน้า แต่กับผู้ที่ดูหนัง-ละครอยู่บ้าง คงพอจะนึกออก-จำหน้าค่าตา..
ภาพของชายชราใน “จีวรสงฆ์” ผู้เปี่ยมด้วยความสง่างามและความน่าเลื่อมใส อย่างในภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2” หรือละครแอ็กชันเรื่อง “เสาร์ 5”!
และนั่น คือภาพจำในจอ แต่ภาพจริง-ชีวิตจริงนอกจอ ณ ตอนนี้ “ลุงโยธิน” อดีตนักแสดงสมทบอาวุโสวัย 73 ปี ที่โลดแล่นและมอบความบันเทิงให้คนไทยมานานกว่าสองทศวรรษ..
ไร้ความสง่างามและความน่าเลื่อมใส ด้วยร่างกายทรุดโทรมจากโรคเส้นเลือดตีบตันและต้องเดินเท้าเร่ร่อนหางานทำเพื่อแลกข้าวประทังชีวิต!
ที่น่าสะเทือนใจที่สุดของลุงโยธินไม่ใช่เพียงแค่ความยากจน แต่คือการที่แกต้อง “หอบสังขาร” ที่เจ็บป่วยเร่ร่อนไปพึ่งพาสถานีตำรวจ..
เปล่า..แกไม่ได้ถ่อไปขอเงินฟรีๆ แต่ไปเพื่อขอความช่วยเหลือในการ “หางานทำ” เพื่อแลกข้าว-แลกน้ำด้วยหัวใจนักสู้ ด้วยแกยังคงเชื่อมั่นในหยาดเหงื่อของตัวเอง!
กระนั้น..คำถาม นักแสดงสมทบหรือ “ตัวประกอบ” ในวัย 73 ปี ที่มีโรคประจำตัวรุมเร้า ระบบสวัสดิการของรัฐและวงการบันเทิงควรปล่อยให้เขาสู้เพียงลำพังอย่างนี้หรือ?
หน่วยงานรัฐ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อาจจะเข้ามาดูแลในเบื้องต้น..
แต่ในฐานะคนใน “อุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิง” องค์กรวิชาชีพโดยตรงจะนิ่งดูดายได้ลงคอเชียวรึ?
สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติก็ดี สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยก็ดี กระทั่งสมาคมนักแสดง (ประเทศไทย) ที่เพิ่งก่อตั้งไปเมื่อเดือนที่ผ่านมาก็ดี..
ในฐานะเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมวิชาชีพ ทั้ง 3 องค์กรน่าจะได้ยื่นมือช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่ควรปล่อยให้ชายวัย 73 ปี เร่ร่อน ไม่มีอาหารตกถึงท้องให้เป็นที่น่าหดหู่-เวทนาเช่นนี้!
ลุงโยธินไม่ได้มาขอทาน การตอบสนองทางมนุษยธรรมที่ควรจึงไม่ใช่แค่การ “โยนเงิน” ให้ แต่คือการให้ความช่วยเหลือที่ยังคงรักษา “ศักดิ์ศรี” ของแกไว้..
เช่น การจัดหาที่อยู่ หรือหางานเบาๆ ในกองถ่ายที่แกพอทำไหว!
และควรได้เวลาแล้วกระมัง ในการตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉิน หรือการสร้างโมเดล “จ้างงานผู้สูงอายุในกองถ่าย” เพื่อให้พวกเขายัง (พอ) มีรายได้และมีศักดิ์ศรีน่ะ!
ก็อย่างที่รู้-ที่ทราบนั่นแหละว่า ตลอดมาระบบการจ้างงาน “นักแสดงสมทบ” มักจะถูกปฏิบัติเหมือน “แรงงานรายวัน” ไม่มีประกันสุขภาพ ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ..
เมื่อหมดผลประโยชน์หรือแก่ชราลง ก็ถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา!
แต่ถ้ายังปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม กรณีของลุงโยธินก็ไม่ใช่กรณีแรก และจะไม่ใช่กรณีสุดท้ายอย่างที่ผมเกริ่นแต่ต้น..
และ “บ้านสุขสุดท้าย” ของคุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ก็เห็นจะต้องขยับขยายพื้นที่ ด้วยเพราะจะมีดารา-นักแสดงสมทบที่เผชิญชะตากรรม “ตกอับ-ไร้บ้าน” ให้ต้องพึ่งพิง-ดูแลต่อไปๆ!
เออ..และนั่นก็จะยังคงให้ตามดูตามฟังตามวิจารณ์ตามเชียร์-ตามค้านกันต่อไป เพราะแม้ผู้บริหารไทยพีบีเอสจะได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจง แต่ยิ่งพูดก็ยิ่ง “เปิดช่อง” ให้ถูกโจมตี
อย่างคุณธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผู้อำนวยการฝ่ายรายการและสื่อดิจิทัล สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ได้โพสต์ข้อความ..
“รอง ผอ.สสท. โกหกในการแถลงข่าวที่ไทยพีบีเอสเมื่อวานนี้หรือเปล่าครับ อ้างว่า ไม่มีการจ้างบริษัท PNY Production อีกแล้ว
แล้วนี่อะไรครับ รายการ “ไทยพีบีเอส NewsRoom” ยังมีการจ้างบริษัทนี้ผลิตรายการตามเอกสารจัดซื้อเฉพาะเจาะจงในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568
คนในองค์กรส่งข้อความมาบอกผมว่ารายการ Thai PBS NewsRoom ใช้กล้อง ใช้สตูดิโอ ใช้ทีมทุกอย่างเหมือนรายการข่าว แล้วทำไมต้องจ่ายให้ PNY อีก
เหมือนเบียดบังเอาทรัพยากรของช่องไปสร้างรายได้ให้กับเอกชนแบบเฉพาะเจาะจงแบบนี้คนในมีส่วนรู้เห็นรึเปล่าครับ เอาของหลวงไปใช้หากินแบบนี้!
แล้วรายการแค่นี้ คนในฝ่ายข่าวทำเองไม่ได้หรือครับ??”
ครับ..คำถามง่ายๆ ก็รอดูรอง ผอ.ส.ส.ท.จะตอบอย่างไร หรือถ้าจะปิดปากเสียก็ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไร เรื่อง “ไทยพีบีเอส” ก็จะยังคงเป็นขี้ปากไปอีกหลายมื้อ
ส่วนผู้ที่ค้านไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงที่มาของเงินอุดหนุนจากภาษีบาป 2,000 ล้านบาท
ก็ไม่อยากให้ห่วงแต่จะ “ถูกครอบงำ-ไม่มีความเป็นอิสระ” โดยปล่อยให้เป็นที่เสวยสุขของพวกปรสิตอย่างคุณธีรัตถ์ว่า..
อย่างงั้นก็..ไม่ไหวนะ!.
สันต์ สะตอแมน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ขอได้ตามใจปรารถนา!
“ผมไม่ได้เป็นนักฉวยโอกาส ผมเป็นแค่คนเสนอโอกาส”
พิสูจน์มาตรฐานการตรวจสอบ
คุณคิดอย่างไรครับ? เมื่อ กทม.อ้างว่าโครงการไม่คุ้มค่า ประชาชนควรมีสิทธิได้เห็นผลการศึกษาก่อนหรือไม่?
'นิพิฏฐ์' ฉุน 'สันต์ สะตอแมน' อย่างแรง! 'ถ้าอยู่ใกล้ๆ ผมจะฉีกปากคุณ'
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความว่า ผมไม่อยากเปิดศึกกับ “สันต์ สะตอแมน” แห่งหนังพิมพ์ไทยโพสต์
ล้มกระดานไปเลย?
“ผมไม่ได้ทำมิจฉาอาชีวะ คุณจะมาว่าอะไรผมกันนักหนา” นี่..เป็นประโยคที่สะดุดตา-สะกิดหูจากปากคุณวีระ ธีรภัทรานนท์ จนอยากจะนำมาขยายความต่อด้วยความเคารพว่า..
ลองเปลี่ยนเลนส์แว่น?
“โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพสูงกว่ายุควิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างเทียบกันไม่ติด สามารถรับมือกับภาวะพลังงานโลกและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
สื่อสาธารณะจำเป็นต้องมี?
ชื่อรายการ “คุยให้คิด”! ฉะนั้น..พวกเราช่วยคิดกันสิว่า ค่าตัว 40,000 บาทต่อตอนของ “ผู้ดำเนินรายการ” คุณวีระ ธีรภัทร ก็ดี คุณสุทธิชัย หยุ่น ก็ดี มันแพงไปไหม?

