อย่าชำเรากรุงเทพฯ

ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

การเมืองวันนี้มันมาถึงจุดใกล้จะเรียกว่า ปัญญาอ่อน เข้าไปทุกที

วานนี้ (๕ เมษายน) ที่พรรคเพื่อไทยมีแถลงข่าวเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยโฆษกพรรคชื่อ "ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์"

สิ่งที่ต้องการสื่อกับสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำมันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

"...ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่จะมีขึ้นวันที่ ๒๒  พฤษภาคม จะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า ๘ ปีที่คนกรุงเทพฯ จะได้ใช้สิทธิ์เลือกผู้บริหารกรุงเทพฯ และ ส.ก.ด้วยตนเอง จากเดิมที่ผู้ว่าฯ กทม.มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช.

ดังนั้น การตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จึงมีความสำคัญต่ออนาคตของคนกรุงเทพฯ ว่า ต้องการได้ผู้ว่าฯ กทม.แบบไหน

การได้ผู้บริหารที่เป็นตัวแทนของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง คิดว่าจะทำให้กรุงเทพฯ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ได้เฝ้ามองการลงพื้นที่หาเสียงผู้ว่าฯ กทม.

ในช่วงเกือบสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังการรับสมัคร  ประชาชนแต่ละคนคงมีคำตอบในใจแล้วว่า จะเลือกใครเป็นผู้ว่าฯ กทม.

ในส่วนของดิฉันนั้น อยากได้คนที่มีวิสัยทัศน์ คำนึงถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง วางแผนแก้ปัญหาเดิม เพิ่มเติมเรื่องการวางอนาคตให้กับคนกรุงเทพฯ ได้มากที่สุด เชื่อมั่นว่า คนกรุงเทพฯ จะได้เลือกคนได้ตรงใจมากที่สุด

ส่วนตัวเชื่อว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก.ในครั้งนี้ จะเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญที่จะเป็นสัญญาณแห่งการเลือกตั้งระดับประเทศในระยะเวลาอันใกล้ เพราะประชาธิปไตยสามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต เปลี่ยนแปลงประเทศได้..."

เป็นสมการที่ผิดเพี้ยนอย่างรุนแรง

พรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แต่มาพูดเป็นตุเป็นตะเรื่องอนาคตของ กทม.

ทั้งๆ ที่เพื่อไทยเป็นพรรคขนาดใหญ่ มีคนเก่งแน่นพรรค

แต่หาคนสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม.ไม่ได้

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงท่าทีเช่นนี้ ประชาชนจะตั้งคำถามเอาได้ว่า ในเมื่ออยากเห็นผู้ว่าฯ กทม.เป็นคนมีวิสัยทัศน์ คิดถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง แล้วทำไมไม่ส่งคนของพรรคไปให้ประชาชนเลือก

หรือคนของพรรคเพื่อไทยไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปสมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้

แล้วจะหวังอะไรกับระดับชาติ

จะว่าไปแล้วเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้่ พรรคเพื่อไทยไม่ตรงไปตรงมากับผู้สนับสนุนพรรค

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี ๒๕๕๒ พรรคเพื่อไทยส่ง แซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี ลงสมัคร

มาถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี ๒๕๕๖ พรรคเพื่อไทยส่ง จูดี้-พงศพัศ พงษ์เจริญ ลงสมัคร

เพื่อไทยล้มเหลวทั้ง ๒ ครั้ง

แต่ในฐานะพรรคการเมือง จะกลัวความล้มเหลวจากการทำงานรับใช้ประชาชนไม่ได้ เพราะอุดมการณ์ของพรรคการเมืองคือการเสนอตัวทำงานแทนประชาชน

ย้อนกลับไปดูเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยนำมาอ้างถึงการไม่ส่งผู้สมัครในครั้งนี้ "ชลน่าน ศรีแก้ว" หัวหน้าพรรคบอกว่า

"พรรคเพื่อไทยพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ขณะนี้มีเสมือนตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยที่อาสาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อยู่แล้ว ก็ตรงกับเจตนารมณ์ของเรา ในการส่งเสริมฝ่ายประชาธิปไตย"

คำว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" ถูกนำไปอธิบายแทบทุกเรื่องจนบางครั้งกลายเป็นเรื่องน่าขบขัน

เพราะในขณะที่เพื่อไทยพูดเรื่องประชาธิปไตย แต่กลับพบว่าเป็นพรรคที่ถูกสนตะพายโดยนักโทษหนีคุก "ทักษิณ  ชินวัตร" ที่เป็นเจ้าของพรรคตัวจริง

ภาพที่ออกมาจึงไม่ต่าง ประชาธิปไตย ถูกชำเรา โดยกลุ่มนักการเมืองลูกน้องคนโกงชาติ

ดึงประชาธิปไตยให้ตกต่ำเรี่ยดิน       

ประชาธิปไตยไทยจึงหมดความขลัง จากการผูกขาดอย่างบ้าคลั่ง ของคนที่อยู่ภายใต้เผด็จการทุนพรรคการเมือง

พลังประชารัฐนั้นต่างออกไป ตัดสินใจไม่ส่งเพราะรู้ตัวว่ากระแสพรรคใน กทม.ไม่ดี 

แพ้ตั้งแต่ในมุ้งถ้าส่งในนามพรรค

ขณะที่เพื่อไทยถามทีไรแลนด์สไลด์ตลอด 

ครับ...สองสามวันที่ผ่านมา แชร์กันสนั่นโซเชียล เป็นวาทกรรมคนรุ่นใหม่

"...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะครับ

ติดมหาลัยหรือไม่ติด

จงบอกตัวเองว่า...

แค่โตมาได้ในประเทศไทยก็เก่งมากๆ แล้ว

โตมาในสิ่งที่มันไม่สมเหตุสมผลสักอย่าง

คุณอายุ ๑๘-๑๗ ปีได้ คุณสุดยอดมากแล้วเว้ย..."

ราวกับว่าเด็กเหล่านี้โตมาจากประเทศที่ล้มเหลวในทุกเรื่อง

เด็กๆ เหล่านี้นั่งเล่นเน็ต ๕ จี โดยเงินของพ่อแม่ แต่สะท้อนเรื่องราวออกมา ราวกับว่าประเทศไทยคือประเทศยากจนและมีแต่คอร์รัปชันเหมือนในแอฟริกา

คนที่รู้สึกว่าตัวเองโตมาในประเทศไทยอย่างยากลำบาก ลองย้อนคิดพิจารณาดู คนเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วเขาโตมาอย่างไร

แค่รีดผ้า ต้องไปจุดเตา เอาถ่าน มาให้ได้ก่อน

ต้องวิ่งไปตัดใบตอง มารองเตารีด

ความร้อนก็ควบคุมไม่ได้ ต้องใช้ความเชี่ยวชาญขั้นสูงในการรีด

ทำแบบส่งเดชเมื่อไหร่ เสื้อ กางเกง ไหม้เป็นรอยเตารีด

สมัยนี้ แค่เสียบปลั๊ก บางคนยังไม่เคยทำ

ลองนึกถึงวันที่ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต

คนรุ่นก่อนเติบโตมาอย่างอดทน แต่กลับไม่มีใครคิดว่าการเติบโตในประเทศไทยเป็นเรื่องยากลำบาก หรือใครโตมาได้ถือเป็นยอดคน

ความสามารถที่สั่งสมมาจากการเติบโตต่างหาก คือความสุดยอดของคนรุ่นก่อน

เช่นเดียวกันครับ กรุงเทพมหานคร วันนี้ไม่ใช่เมืองล้มเหลว กลับมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องความสะอาด ความสะดวกสบายดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ

 คำว่ามหานคร คือความเจริญที่มากกว่านคร

อภิมหานคร เป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมโทรมของเมือง

ทุรนคร เป็นลักษณะของเมืองที่เจริญเติบโต จนเกิดความเสื่อมโทรมอย่างเห็นได้ชัด ทุรนครจะตกต่ำในทุกๆ  ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิตของคนในเมือง

ทุพภิกขนคร คือเมืองที่แตกดับ เกิดความทุกข์ยาก ภัยพิบัติ โรคภัยไข้เจ็บ และบริการสาธารณูปโภคต่างๆ เสื่อมโทรมจนถึงจุดที่ยากแก่การที่จะแก้ไขปรับปรุงให้กลับสู่สภาพเดิมได้

กรุงเทพมหานครขณะนี้คือ มหานคร

ฉะนั้นในยามหาเสียง นักการเมืองอย่าทำกับกรุงเทพมหานครราวกับเมืองที่ล้มเหลว         

อย่าสร้างภาพลบจนคนรุ่นใหม่ จดจำอย่างชิงชัง เคียดแค้น จนอยากจะทิ้งกรุงเทพฯ หรือประเทศไทยไว้ข้างหลัง

การพัฒนากรุงเทพฯ ยังต้องดำเนินต่อไป แต่ต้องระวัง อย่าปล่อยไปถึงขั้นเป็น อภิมหานคร เพราะสุดท้ายจะเป็นทุพภิกขนคร.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ชัชชาติ' เจอของจริง

ถามหน่อย... ตอนหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ใครได้ยิน "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" พูดว่า รถไฟฟ้า ๓๐ บาท คิดจากราคาค่าโดยสารเฉลี่ยที่คนใช้บริการ ๘-๑๑ สถานีบ้าง

'ลุงตู่'ชี้อนาคตพปชร.

น่าคิด... ถึงจะเป็นประเด็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า การย้ายพรรคของ ส.ส.ต้องทำภายในกี่วัน ในเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็มีประเด็นต่อเนื่องให้ต้องพูดถึงกันมากทีเดียว

'ชัชชาติ' ไลฟ์สด

ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ สถานการณ์โควิดในประเทศไทย ผู้ติดเชื้อรายวันทรงตัวอยู่ที่พันกว่าถึงสองพัน

'พ่อคิด ลูกทำ'

นัวเนียกันจริงๆ! ไม่รู้ใครเป็นใครแล้ว เปิดศึกกันรอบด้าน ใกล้มวยตับจากเข้าไปทุกที