วันแย่ๆ ของประชาธิปัตย์

ช่วงนี้ประชาธิปัตย์หนักหน่อย!

เพราะเป็นเรื่องร้ายแรง แถมกว่าคนในพรรคจะตั้งหลักได้ งาไหม้จนแทบจะเป็นเถ้าแล้ว

กรณี "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" จะบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวก็ลำบาก

งานการเมืองกับเรื่องส่วนตัว ในแง่ความรับผิดชอบต่อประชาชนแล้ว มันแยกจากกันได้ซะเมื่อไหร่

ไม่ใช่เฉพาะประชาธิปัตย์หรอกครับ

หัวหน้าพรรคบางคนซ้อมเมีย มันก็ติดตัวไปจนตาย

วันไหนมีอำนาจก็ถูกขุดคุ้ยเมื่อนั้น

เบื้องต้นคดีของ "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" ให้ว่าไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙ วรรคสอง

...ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษา อันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้...

หลักกฎหมายอธิบายได้ว่า ตราบใดที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าผู้ต้องหาเป็นคนชั่ว ก็ควรต้องคุ้มครอง เพราะวันหนึ่งเราอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นคนชั่ว ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เขากล่าวหา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เราไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดตามที่เขากล่าวหา แต่เราก็ไม่มีหลักฐานใดๆ  มาอธิบายได้ว่าบริสุทธิ์

คำพิพากษาของศาลจะเป็นตัวตัดสิน

เพราะมนุษย์เรามีความรู้สึกเยอะครับ

แค่ไม่ชอบหน้าก็บอกว่าผิดแล้ว

หรือบางกรณีผิดชัดๆ ศาลพิพากษาไปแล้วแต่ยังยกก้นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

ทีนี้มาดูประเด็นที่น่าสนใจของคดี "ปริญญ์ พานิชภักดิ์"  กัน

มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับตำรวจไปแล้วรวม ๑๔ ราย

คนที่ ๑ อายุ ๑๘ ปี อ้างว่าถูกลวนลามในร้านอาหาร

เข้าแจ้งความคดีอนาจาร เมื่อวันที่ ๑๒ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๒ อ้างถูกลวนลามหลังงานเลี้ยงพรรคการเมืองที่  จ.เพชรบุรี

แจ้งความคดีอนาจาร เมื่อวันที่ ๑๔ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๓ อ้างถูกล่วงละเมิดในคอนโดฯ ย่านสุขุมวิท ช่วง  มี.ค.๖๔

แจ้งความคดีข่มขืน วันที่ ๑๔ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๔ นักศึกษาปี ๑ อ้างถูกกระทำอนาจารช่วง  ก.พ.๒๕๖๕    

แจ้งความคดีอนาจาร วันที่ ๑๕ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๕ อ้างถูกลวนลามที่ จ.เชียงใหม่

แจ้งความคดีอนาจาร วันที่ ๑๕ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๖ อายุ ๒๖ ปี อ้างถูกล่วงละเมิดในปี ๒๕๖๓

เข้าแจ้งความที่ สน.ลุมพินี วันที่ ๑๘ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๗ อ้างถูกลวนลามช่วงอายุ ๑๗ ปี ในปี ๒๕๖๒

เข้าแจ้งความคดีอนาจาร และพรากผู้เยาว์ วันที่ ๑๘ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๘ อ้างถูกลวนลามในปี ๒๕๕๙

แจ้งความคดีอนาจาร วันที่ ๑๘ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๙ อ้างถูกลวนลามเมื่อ ๑๓ พ.ย.๒๕๖๓ ที่คอนโดฯ ย่านสุขุมวิท

แจ้งความคดีอนาจาร วันที่ ๑๓ พ.ย.๒๕๖๓ โดยที่รายนี้ระบุว่าคดีไม่คืบ

คนที่ ๑๐ อ้างถูกล่วงละเมิดที่โรงแรม ย่านสุขุมวิท

แจ้งความคดีข่มขืน วันที่ ๑๘ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๑๑ อ้างถูกล่วงละเมิดที่คอนโดฯ ย่านสุขุมวิท ในปี ๒๕๕๗

แจ้งความคดีข่มขืน เมื่อวันที่ ๑๘ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๑๒ อ้างถูกลวนลามเมื่อปี ๒๕๖๐ ที่ประเทศอังกฤษ

เข้าเป็นพยานที่ สน.ลุมพินี วันที่ ๑๘ เม.ย.๒๕๖๕

คนที่ ๑๓ อ้างถูกลวนลามในช่วงปี ๒๕๕๐

แจ้งความที่ สน.ลุมพินี วันที่ ๑๘  เม.ย.๒๕๖๕

และคนที่ ๑๔ อ้างถูกล่วงละเมิดในปี ๒๕๕๘

เข้าแจ้งความที่ สน.ลุมพินี เมื่อวันที่ ๑๘ เม.ย.๒๕๖๕

ดูจากไทม์ไลน์แต่กรณีไม่ง่าย เพราะพยานหลักฐานที่จะยืนยันว่า "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" ผิดจริง ต้องพูดกันตรงๆ หายากมาก

จะมีอยู่ ๓ กรณีคือ รายที่ ๑ เหตุเกิดวันที่ ๑๒ เดือนเมษายนที่ผ่านมา รายที่ ๔ เดือนกุมภาพันธ์นี่เอง และรายที่  ๙ แจ้งความเอาไว้วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ 

ในแง่หลักฐาน อยู่ในวิสัยที่สามารถหามายืนยันความผิดของ "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" ได้

แต่จะได้แค่ไหนเป็นอีกเรื่อง

ส่วน "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" หากได้ทนายเก่งๆ อาจหลุดหมดทุกคดี หรือแค่ความผิด ลวนลาม

แต่...ในทางการเมือง ผลกระทบกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น มันมากมายมหาศาล นับว่าหนักสุดในรอบหลายสิบปี

ลำพังความขัดแย้งภายในก็ถาโถมสาหัสอยู่แล้ว กรณี  "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" กลายเป็นปัจจัยที่ ประชาธิปัตย์ควบคุมอะไรไม่ได้เลย

นอกจากยอมรับชะตากรรม

วานนี้่ (๑๙ เมษายน) จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ขอโทษ และแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

มาช้าไปหน่อยแต่ก็มา

สิ่งที่ "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" พยายามทำคือ ความรับผิดชอบ 

เช่นการลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายสตรีแห่งชาติ

ถามว่าพอหรือเปล่า

ครับ...ในทางการเมือง ต่อให้ลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่พอ

ไม่ใช่เพราะ "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" ไร้ความสามารถ  แต่เพราะการเมืองทั้งในและนอกพรรครุนแรงกว่าที่หลายคนคิด

พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ยุคที่ นายหัวชวน เป็นหัวหน้าพรรค

พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ แตกแล้วแตกอีก และแตกอีก

บุคลากรชั้นหัวกะทิ ย้ายไปสังกัดพรรคใหม่กี่พรรคแล้ว ขี้เกียจจาระไน

กรณีของ "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" แม้จะส่งผลทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ไปอีกนาน เพราะการเมืองฝ่ายตรงข้ามเอาเป็นเหตุถือมีดรอตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน

ก็อยู่ที่จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้หรือไม่

ถ้ายังคิดอะไรไม่ออก "เกียรติ สิทธีอมร" โพสต์แนะนำในเฟซบุ๊ก Kiat Sittheeamorn พอเอาไว้เป็นไกด์ไลน์ได้

"...เรื่องเช่นนี้เส้นแบ่งระหว่างผิดกับถูกน่าจะชัด หากสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่มีสีเทา มีแต่ขาวหรือดำเท่านั้น  ในฐานะหัวอกคนเป็นพ่อที่มีลูกสาวถึงสามคน ถ้าเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นกับลูกสาวคนใดคนหนึ่งของผม คงเป็นเรื่องที่ผมไม่มีวันจะยอมรับได้ และจะต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด

ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ในที่สุดต้องรอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดในขั้นตอนต่อไปของกระบวนการยุติธรรม โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

เรื่องเช่นนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับองค์กรใดก็ตามย่อมต้องมีผลกระทบอย่างมาก และคนในองค์กรเองก็คงนิ่งเฉยไม่ได้  ต้องตั้งสติให้ดี ยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง ร่วมไม้ร่วมมือกันแก้ปัญหา และมุ่งมั่นในการสร้างองค์กรให้เป็นไปตามอุดมการณ์ที่ประกาศไว้ในวันก่อตั้งต่อไปโดยเร็วที่สุด..."

ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ต้องเด้งเชือกหนี

จบศึกในประชาธิปัตย์ให้ได้ก่อน

ถึงจะนับหนึ่งรับศึกนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ชัชชาติ' ไลฟ์สด

ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ สถานการณ์โควิดในประเทศไทย ผู้ติดเชื้อรายวันทรงตัวอยู่ที่พันกว่าถึงสองพัน

'พ่อคิด ลูกทำ'

นัวเนียกันจริงๆ! ไม่รู้ใครเป็นใครแล้ว เปิดศึกกันรอบด้าน ใกล้มวยตับจากเข้าไปทุกที