พอฟิลิปปินส์ได้ประธานาธิบดีคนใหม่ ทั้งจีนและสหรัฐฯ ก็แสดงความยินดีด้วยอย่างฉับพลัน
สะท้อนว่านโยบายต่างประเทศภายใต้การนำของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ “บอง บอง” มาร์กอส จูเนียร์ จะต้อง “รักษาระยะห่างอันเหมาะสม” กับมหาอำนาจทั้งในเอเชียและในเวทีระหว่างประเทศ
เป็นแนวทางที่หลายๆ ประเทศพยายามจะถือเป็นหลักปฏิบัติเพื่อไม่ให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับให้ต้องถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้เป็น “เครื่องมือ” ในการต่อต้านอีกฝ่ายหนึ่ง
พอผลการเลือกตั้งฟิลิปปินส์ออกมาเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ผู้นำสหรัฐฯ และจีนต่างก็ออกข่าวแสดงความยินดีกับมาร์กอส จูเนียร์ อย่างฉับพลัน
เพราะทั้ง 2 มหาอำนาจกำลังแย่งชิงอิทธิพลเหนือประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนนี่เอง
ทำเนียบขาวที่วอชิงตันออกแถลงการณ์ว่า “ประธานาธิบดีไบเดนเน้นย้ำว่าท่านกระตือรือร้นที่จะได้ร่วมงานกับประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพันธมิตรสหรัฐ-ฟิลิปปินส์ต่อไป ในขณะที่ขยายความร่วมมือทวิภาคีในประเด็นต่างๆ รวมถึงการต่อสู้กับโควิด-19 การแก้ไขปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมในวงกว้าง ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเคารพสิทธิมนุษยชน”
ในขณะเดียวกัน เอกอัครราชทูตจีนประจำฟิลิปปินส์ Huang Xilian แจ้งว่าได้ส่งข้อความแสดงความยินดีจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถึงมาร์กอส จูเนียร์ แล้ว
ทูตจีนบอกว่า "ไม่ต้องสงสัยเลย" ว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีจีน-ฟิลิปปินส์ "จะแข็งแกร่งขึ้น" ภายใต้การบริหารของมาร์กอส
“เราตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ชุดต่อไปเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมให้สูงขึ้นไปอีก และนำผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมาสู่ประชาชนใน 2 ประเทศของเรา” ทูตกล่าวในโพสต์บนเฟซบุ๊ก
ฟิลิปปินส์และปักกิ่งมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องสิทธิ์เหนือเกาะแก่งในทะเลจีนใต้
แต่ประธานาธิบดีดูเตร์เตที่จะก้าวลงจากตำแหน่งวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ได้พยายามกระชับความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น โดยแลกกับเงินลงทุนและความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากจีน
เป็นนโยบายที่ฝ่ายบริหารของมาร์กอสคาดว่าจะสานงานต่อ เพราะยิ่งในภาวะที่ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดด้วยแล้ว เม็ดเงินลงทุนและการค้ากับจีนก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
แนวทางของมาร์กอส จูเนียร์ น่าจะเข้ากรอบที่ผู้เชี่ยวชาญที่เกาะติดท่าทีของเขาในการสานสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นขึ้น โดยไม่เสียแรงหนุนจากสหรัฐฯ ที่มีอยู่ไป
หรือที่เรียกว่าเป็นการ “คบหาจีนอย่างสนิทสนิม ขณะเดียวกันก็เก็บอเมริกาไว้ใกล้ตัว”
จะเทน้ำหนักไปทางใดทางหนึ่งไม่ได้เลย
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำก็จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศ
มาร์กอส ‘บองบอง’ เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยจะไม่กลับไปพูดถึงประเด็นคำพิพากษาเมื่อปี ค.ศ.2019 โดยศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก
เป็นคำพิพากษาซึ่งปฏิเสธคำอ้างอธิปไตยของจีนเหนือน่านน้ำทะเลจีนใต้ หลังกรุงมะนิลายื่นเรื่องฟ้องต่อศาลดังกล่าวเพื่อแย้งคำอ้างของกรุงปักกิ่ง
แต่สังเกตได้ว่าช่วงหาเสียงนั้น “บอง บอง” ไม่ค่อยพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวกับจีนมากนัก
ซึ่งไปคนละทางกับดูเตร์เตที่ชูธงหนุนจีนมาตั้งแต่เมื่อรับตำแหน่งในปี ค.ศ.2016
ก่อนหน้านั้นสายสัมพันธ์ฟิลิปปินส์-จีนเริ่มเสื่อมถอยลง และรัฐบาลที่กรุงมะนิลาหันไปหากรุงวอชิงตันเพื่อขอแรงสนับสนุนสำหรับเตรียมพร้อมหากเกิดกรณีความขัดแย้งทางทะเลกับกรุงปักกิ่ง
นักวิเคราะห์มองว่าผู้นำฟิลิปปินส์คนใหม่นี้ตระหนักว่าจีนยังเป็น “ขาใหญ่” ของภูมิภาคนี้
และผลประโยชน์ของประเทศที่แท้จริงอยู่ที่จะไม่ทำตนเป็นปรปักษ์กับทั้งวอชิงตันและปักกิ่ง
คำถามใหญ่ก็คือว่า ประเด็นพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนจะมีทางออกอะไรที่ดีกว่าที่ผ่านมา
ถึงวันนี้ก็ยังมีกรณีที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากันตลอดเวลา
เรือตรวจการณ์ชายฝั่งของจีนและเรือประมงของจีนก็ยังมาป้วนเปี้ยนบริเวณของทะเลจีนใต้ที่ฟิลิปปินส์ยืนยันว่าอยู่ภายใต้อธิปไตยของตน
เป็นเสมือนการทดสอบว่าฟิลิปปินส์กับจีนที่ทำท่าว่าจะคบหาใกล้ชิดกันมากขึ้นภายใต้ดูเตร์เตนั้นจะช่วยกันแก้ปัญหาคาราคาซังได้หรือไม่
จนเกิดเหตุการณ์บางครั้งที่ทำให้ดูเตร์เตต้องแสดงความไม่พอใจต่อจีน เพื่อไม่ให้ประชาชนคนฟิลิปปินส์รู้สึกว่าผู้นำของตนยอมอ่อนข้อต่อปักกิ่งมากเกินไป
ดังนั้นพอ “บอง บอง” ขึ้นบริหารประเทศก็คงจะต้องมีการปรับแนวทางการประสานงานระหว่าง 2 ประเทศด้วยการยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงตามแนวชายฝั่งเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งใหม่ๆ ขึ้นมาอีก
ขณะที่ มาร์กอส จูเนียร์ คงจะต้องปรึกษาหารือกับเพื่อนๆ ในอาเซียนที่ต่างก็พยายามจะสร้าง “ความสมดุล” ในการคบหากับสหรัฐฯ และจีน
ทั้งในระดับทวิภาคีกับในฐานะอาเซียนกับจีนและสหรัฐฯ ที่นับวันก็ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นตามลำดับ
ยิ่งพอเกิดสงครามยูเครนก็ยิ่งทำให้ความยุ่งเหยิงในความสัมพันธ์เชิงซ้อนระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ, จีนและรัสเซียก็ยิ่งเพิ่มดีกรีขึ้นมาเช่นกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


