ศรีลังกา : ‘หายนะของประเทศรออยู่ข้างหน้า’

วิกฤตศรีลังกายังหนักหน่วงรุนแรง...เมื่อเศรษฐกิจล่มสลาย ประชาชนไร้ที่พึ่ง ซ้ำเติมด้วยวิกฤตข้าวของแพงเพราะสงครามยูเครน

จากวิกฤตปากท้องสู่วิกฤตการเมือง

ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ นายกฯ ยื้อต่อไปไม่ไหว ยอมลาออก

แต่ผู้นำคนใหม่ก็ยอมรับว่า 'ความยากลำบากที่สุดรออยู่'

รานิล วิกรมสิงเห  (Ranil Wickremesinghe) อดีตนายกรัฐมนตรีศรีลังกา กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งหลังจากการลาออกของ มหินทรา ราชปักษา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน

ไม่มีอะไรรับรองได้ว่าผู้นำคนใหม่จะแก้วิกฤตของบ้านเมืองได้ แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่าการบริหารโดย “ตระกูลราชปักษา” ทีมเดิมน่าจะหมดสภาพแล้วจริงๆ

แต่คนที่แต่งตั้งนายกฯ คนใหม่ก็ยังเป็นคนในตระกูล “ราชปักษา” อยู่ดี

ประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษา แต่งตั้งวิกรมสิงเหเป็นนายกรัฐมนตรี แทนน้องชายมหินทรา ราชปักษา

มหินทรายอมก้าวลงจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม หลังการประท้วงที่ในเมืองหลวงโคลัมโบสะท้อนอารมณ์โกรธแค้นของประชาชนทั่วทุกระแหง

การชุมนุมที่เริ่มด้วยความสงบกลับกลายเป็นการนองเลือด เพราะทหารถูกส่งลง “รักษาความสงบ” ในภาวะที่บ้านเมืองเกือบไร้ขื่อแป

เกิดการปะทะกันต่อเนื่องกันหลายวัน มีผู้เสียชีวิต 9 คน และบาดเจ็บกว่า 200 คน

ปัญหาของศรีลังกาที่เผชิญคือ “Perfect Storm” อันหมายถึงวิกฤตรุนแรงจากทุกสารทิศ

ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้ภาครัฐมหาศาล

เงินสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอลงเรื่อยๆ

ตามมาด้วยปัญหาขาดแคลนสินค้าจำเป็นต่างๆ ถึงขั้นขาดแคลนเชื้อเพลิง ไม่เฉพาะสำหรับชาวบ้าน แต่รวมถึงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่ประชาชนและระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ด้วย

พอรับตำแหน่งท่ามกลางความวุ่นวายสับสนทั้งประเทศ นายกฯ วิกรมสิงเหออกโทรทัศน์ยอมรับความจริงที่เจ็บปวดกับประชาชนว่า

ประเทศถังแตกจริง ๆ

ในไม่กี่วันข้างหน้า ศรีลังกาต้องการเงินฉุกเฉิน 75 ล้านดอลลาร์ (2,550 ล้านบาท)

ไม่ใช่เพียงเพราะรัฐบาลขาดเงินบริหารประเทศ แต่ต้องการเงินเร่งด่วนเพื่อใช้ในการซื้อสินค้าจำเป็น รวมทั้งเชื้อเพลิงและยารักษาโรคให้ประชาชน

ที่ทำให้ผู้คนแตกตื่นกันพอสมควรก็คือ การที่ผู้นำคนใหม่ยอมรับว่า กระทรวงการคลังของศรีลังกาวันนี้ไม่สามารถหาเงินมาได้แม้เพียง 1 ล้านดอลลาร์

เพราะไปกู้ใครก็ไม่มีเครดิตพอ ต้องอ้อนวอนองค์กรระหว่างประเทศและพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่พร้อมจะควักกระเป๋าส่งเงินมาให้ก่อน ส่วนจะจ่ายคืนอย่างไรค่อยว่ากันอีกที

นายกฯ วิกรมสิงเห กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ศรีลังกามีเชื้อเพลิงเหลือพอใช้อีกเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น และอาจจำเป็นต้องมีการตัดไฟฟ้าเพิ่มเป็นวันละ 15 ชม.

หนึ่งในแผนที่จะหาเงินเข้าคลังนั้น นายกฯ คนใหม่บอกว่า จะขายสายการบินศรีลังกาให้เป็นของเอกชน

แต่เท่านั้นยังไม่พอ รัฐบาลต้องขอความช่วยเหลือจากต่างชาติในการชดใช้ค่าเรือขนส่งเชื้อเพลิงที่ทอดสมอรออยู่ในเขตน่านน้ำของศรีลังกา

เรียกว่าไม่มีเงินแม้จะจ่ายค่าขนส่งให้กับบริษัทเรือเพื่อเอาเชื้อเพลิงลงมาใช้

ประชาชนคนศรีลังกาไม่เคยได้รับรู้ว่ารัฐบาลก่อนได้ทิ้งปัญหาหนักหนาไว้อย่างไร

นายกฯ คนใหม่จะปิดบังความจริงไม่ได้อีกต่อไป จึงยอมรับต่อสาธารณะว่าตอนนี้ศรีลังกาไม่มีน้ำมันสำรองเหลือแล้ว

รัฐบาลต้องหาเงินตราต่างประเทศให้ได้วันละ 75 ล้านเหรียญฯ เพื่อมาซื้อน้ำมันใช้วันต่อวัน

ถือว่าเป็นสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจขั้นเลวร้ายที่สุดของศรีลังกา

ทั้งๆ ที่เคยได้รับฉายาว่าเป็น “ไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย”

แต่วันนี้กลายเป็นประเทศยืนอยู่ขอบเหวแห่งการล้มละลาย

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลช็อกคนทั้งประเทศด้วยการประกาศว่ามีน้ำมันคงเหลือเพื่อใช้ในประเทศได้วันเดียวเท่านั้น        

แต่มีเรือบรรทุกน้ำมันจอดรออยู่นอกท่าเรือโคลัมโบอีก 3 ลำ

รัฐบาลกระเป๋าฉีก ต้องวิ่งเต้นหาเงินสำรองต่างประเทศมาจ่ายค่าขนส่งเพื่อจะนำมาใช้ประทังชีวิตของประเทศได้ทีละวัน

พอออกประกาศเช่นนั้น ประชาชนชาวศรีลังกาในเมืองหลวงก็วิ่งกันจ้าละหวั่น

เกิดภาพความโกลาหลที่ผู้คนแย่งกันออกมาเติมน้ำมันตามปั๊มน้ำมันคิวยาวเหยียด

สื่อรายงานว่า บางคนไม่เป็นอันกินอันนอน ตื่นแต่เช้าเพื่อออกมาต่อคิวแต่เช้าตรู่

บางคนต้องรอนานถึง 7 ชั่วโมงเพื่อจะได้เติมน้ำมัน

ภาพที่น่ารันทดคือ ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีทางเลือก ต้องหันกลับไปใช้รถลากแบบโบราณเพื่อรอต่อคิวรับบริการน้ำมัน

พอขาดแคลนน้ำ ผู้ได้รับผลกระทบก็ไม่ได้จำกัดแค่ผู้ใช้รถยนต์เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งในประเทศ

นั่นแปลว่าการเดินทางและขนส่งสินค้าและข้าวของอาจจะต้องหยุดชะงัก

ที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นคือ ภาคการเกษตรที่เป็นเส้นเลือดสำคัญของประเทศระดับรากหญ้าล่างก็ถูกกระหน่ำอย่างหนักเช่นกัน

เริ่มด้วยการขาดเชื้อเพลิงที่ใช้ในเครื่องจักรการเกษตร

ตามมาด้วยค่าขนส่งผลผลิตที่แพงขึ้นอย่างมาก

เกษตรกรส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อยอยู่แล้วก็หมดสภาพ

และค่าครองชีพก็พุ่งสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว

มิหนำซ้ำ รัฐบาลศรีลังกายังออกมาสำทับว่าสถานการณ์ที่เห็นอยู่นี้ยังไม่ใช่จุดเลวร้ายที่สุด

ความวุ่นวายที่อาจจะเรียกว่าเข้าข่าย “หายนะ” กำลังจะตามมาในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้

นักวิเคราะห์เห็นพ้องกันว่า ความเป็น “รัฐล้มเหลว” ของศรีลังกาวันนี้มีสาเหตุมาจากการบริหารประเทศที่ผิดพลาดในเกือบทุกมิติ

รากเหง้าของปัญหามาจากการที่อำนาจรัฐตกอยู่ในมือครอบครัว ‘ราชปักษา’ มานานหลายปี

เป็นแนวทางการบริหารที่เน้นการทำนโยบายประชานิยม และทุ่มเม็ดเงินลงทุนในโครงการก่อสร้างที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

และปีศาจร้ายก็คือปัญหาคอร์รัปชัน

ซ้ำเติมด้วยการระบาดของ Covid-19 ที่กลายเป็นตัวเร่งให้เห็นความหายนะทางเศรษฐกิจและสังคม

ใครสรุปบทเรียนราคาแสนแพงและเจ็บปวดสุดๆ ของศรีลังกาได้ควรจะนำมาเป็น “คู่มือแห่งการสร้างรัฐล้มเหลว” สำหรับทุกประเทศได้เลย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน