น่ากังวลครับสำหรับตัวเลขเกี่ยวกับสถานะเศรษฐกิจของประเทศไตรมาสแรกที่เปิดเผยโดย คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ยิ่งดูสถานการณ์สงครามในยูเครนที่ทำท่าจะยืดเยื้อไปอีกไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือข้ามไปปีหน้าด้วยแล้วก็ยิ่งเห็นว่าไทยเราต้องปรับยุทธศาสตร์กันอย่างหนักหน่วงกันเลย
สภาพัฒน์บอกว่า จีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัว 2.2%
และลดคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปีเหลือโต 2.5-3.5%
จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกชะลอตัว-สงครามที่ยืดเยื้อ-เงินเฟ้อพุ่ง-ราคาพลังงานแพง
คุณดนุชาบอกว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกจะเผชิญกับข้อจำกัด จากภาวะความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.เป็นต้นมา แต่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2564
แต่ก็ยอมรับว่า ในระยะถัดไปการขยายตัวทางเศรษฐกิจของหลายประเทศจะมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน การแซงก์ชัน ความขัดแย้งในภูมิภาคยุโรป รวมถึงการปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศ
โดยเฉพาะสหรัฐในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ การส่งออกสินค้าไทยขยายตัว 14.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การส่งออกบริการขยายตัว 30.7%
สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 34.1%
แม้ว่าการลงทุนรวมจะขยายตัวได้ 0.8% แต่จะพบว่าการลงทุนภาครัฐหดตัว -4.7% ในขณะที่การลงทุนเอกชนขยายตัว 2.9%
ส่วนสาขาก่อสร้างหดตัว -5.5%
ที่น่ากังวลคือ ในสาขาการผลิตที่สำคัญ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัว
ตัวเลขคาดการณ์นี้อยู่บนสมมติฐานว่าน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 72-82 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
แต่ในความเป็นจริงนั้น ราคาน้ำดิบโลกจะสูงกว่าระดับนี้พอสมควร
ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยปี 2565 มี 4 ปัจจัยหลัก คือ
1.ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
2.แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน จากการดำเนินนโยบาย Zero COVID ของจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน และห่วงโซ่อุปทานการผลิตระดับโลก โดยเฉพาะชิปเซต
3.ภาระหนี้สินของภาคเอกชนและภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ และแม้ว่าสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) จะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่ปัญหาภาระหนี้ดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยเปราะบางสำหรับเศรษฐกิจไทย
4.ความไม่แน่นอนของการระบาดของโควิด-19 ซึ่งแม้ว่าเรื่องโควิด-19 จะมีน้ำหนักน้อยลง แต่ก็ต้องติดตามและเฝ้าระวังเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่อาจจะนำไปสู่การระบาดระลอกใหม่อีกครั้งได้
เครื่องยนต์หลักๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2565 จะมาจาก 3 เรื่องหลัก คือ
การส่งออก ซึ่งต้องมีการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เรื่องการท่องเที่ยวที่ต้องปรับมาตรการเพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพให้เข้ามามากขึ้น
การบริโภคในประเทศ ที่ต้องมีการดูแลเพื่อให้มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ
ขณะที่ในช่วงถัดไป เราต้องพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด เพราะจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้วัตถุดิบบางตัวและราคาพลังงานสูงขึ้น
ใครที่ห่วงเรื่องรัฐบาลจะสร้างหนี้เพิ่มอีกเท่าไหร่ คุณดนุชาอธิบายเรื่องเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติม 5 แสนล้านบาท ว่า ขณะนี้เหลือวงเงินกู้อยู่ 7.4 หมื่นล้านบาท
แต่เนื่องจากมีการกันวงเงินกู้สำหรับผูกพันไว้ใน 2 เรื่อง คือ เรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก 1 หมื่นล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโควิดของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อีก 1.6 หมื่นล้านบาท
จึงเหลือวงเงินกู้ที่ใช้ได้อีก 4.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งวงเงินกู้ดังกล่าวต้องอนุมัติภายในวันที่ 30 ก.ย. และใช้จ่ายให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี
รัฐบาลจะต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อนำมาใช้ในการดูแลเศรษฐกิจหรือไม่นั้น คุณดนุชาบอกว่า ต้องพิจารณาให้รอบคอบ และต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย
เพราะต้องไม่ลืมว่าทรัพยากรของเรามีจำกัด
ถ้าวิเคราะห์ถึงเนื้อหาสาระของตัวเลขทั้งชุดจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ “เปราะบางและสุ่มเสี่ยง” ไม่น้อย
ทั้งปัจจัยภายในที่เราควบคุมได้ แต่ยังควบคุมได้ไม่ดีพอ
และปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ไม่สามารถสร้างดุลถ่วงชดเชยจากปัจจัยอื่นๆ
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยต้องแสวงหาแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า
เพราะต้องเตรียมเผื่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยกันจริงๆ หากการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจยังเดินหน้าสร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขของสภาพัฒน์สะท้อนว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจบางตัวกำลังแผ่วลงจากปีก่อน
เช่น ตัวเลขการส่งออกขยายตัวลดลงจาก 14.9% ในปี 64 เหลือ 10.2% ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 65
การผลิตสินค้าภาคอุตสาหกรรม ลดลงจาก 4.9% เหลือ 1.9%
การลงทุนรวมรัฐเอกชนลดลงจาก 3.4% เหลือ 0.8%
ภาคก่อสร้างลดลงจาก 2.7% เหลือ -5.5%
สะท้อนว่า “เครื่องยนต์ส่งออก” ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของไทยที่เราพึ่งพามา 2 ปีนั้นกำลังอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกันการลงทุนรัฐเอกชน และภาคการก่อสร้างก็กำลังชะลอตัวลงเช่นกัน
ภาคเศรษฐกิจที่ยังพอจะขยับไปได้บ้างก็มี เช่น
การบริโภคที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 0.3% เป็น 3.9%
ภาคการเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 4.1%
การท่องเที่ยวจาก -23.1% เป็น +30.7%
ที่พักแรมและร้านอาหาร จาก -14.4% เป็น +34.1%
การขนส่งและเก็บสินค้า จาก -2.9% เป็น +4.6%
นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า เราจะต้องหาแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ที่จะมาเสริมเศรษฐกิจสำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้าที่น่าจะมาจากจุดที่ยังพอจะมีเรี่ยวแรงที่จะผลักดันได้ เช่น
การท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ควรจะขยายตัวได้เมื่อเราผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด
เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวปีนี้ประมาณ 5-6 ล้านคน จนถึงปลายปีน่าจะทำได้ไม่ยากนัก
และหากเพิ่มแรงกระตุ้นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็อาจจะทำเป้าได้ดีกว่านี้
อีกด้านหนึ่งคือ การลงทุนของรัฐเอกชน ซึ่งต้องเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานให้มากขึ้น
โดยเฉพาะโครงการใน EEC เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด สนามบินอู่ตะเภา และรถไฟ 3 สนามบิน
และต้องเร่งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่กำลังกลับมาอีกรอบเมื่อการเดินทางสะดวกขึ้นและธุรกิจต่างประเทศต้องการจะเร่งฝีเท้าเพื่อเร่งการผลิตที่หดหายไปช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
แต่ทั้งหมดนี้เป็น “เครื่องยนต์” เศรษฐกิจเดิมๆ ที่อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการตั้งรับวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกในปีนี้และปีหน้า
จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลและเอกชนต้องระดมสมองสร้าง “เครื่องยนต์” ใหม่ๆ ที่โยงกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่กำลังเป็นแนวโน้มของโลกใหม่ในยามที่ความไม่แน่นอนในระดับโลกกำลังคุกคามทุกๆ ประเทศในยามนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


