ท่องเที่ยวยุโรปเฟื่อง เพราะไม่แคร์โควิด

ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ไทยจะปรับมาตรการเดินทางเข้าประเทศอีกครั้งตามมติ ศบค. โดยยกเลิกการกักตัวทุกรูปแบบ สำหรับคนไทยไม่ต้องลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Pass และไม่ต้องตรวจหาเชื้อโควิดก่อนเข้าประเทศ แต่ชาวต่างชาติยังต้องลงทะเบียนในระบบดังกล่าว โดยผู้ที่ได้รับวัคซีนตามข้อกำหนด ให้แนบหลักฐานวัคซีนพร้อมกับเอกสารประกันสุขภาพวงเงินขั้นต่ำ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกรณีที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับวัคซีนไม่ครบตามข้อกำหนด ให้แสดงหลักฐานการตรวจโควิด-19 ได้ทั้งแบบ Professional ATK หรือ RT-PCR ที่ออกภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง ขณะที่จุดผ่านแดนทางบกทุกจุดก็จะเปิดภายในวันที่ 1 มิ.ย.นี้

เป็นถ้อยแถลงของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายธนกร วังบุญคงชนะ เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งแปลไทยเป็นไทย ก็หมายความว่า รัฐบาล "ลุงตู่" ยังคงกลัวๆ กล้าๆ วนอยู่ในความกังวลของไวรัสโควิด-19 ทั้งๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขวางแผนกำหนดให้ต้นเดือน ก.ค.ศกนี้ ให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น

ความกลัวๆ กล้าๆ เกรงใจโควิดจนเกินพอดี อาจทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และในขณะเดียวกันอาจจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวไทยไหลออกไปลั้ลลาในต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพราะวันนี้แทบทุกประเทศในยุโรปเปิดกว้าง ไม่แคร์โควิดกันเลย

ชีวิตปกติในยุโรปกลับเข้ามาเกือบ 100% ทั้งนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่ได้บินไปลงสนามบินชาร์ลเดอโกลของฝรั่งเศส ส่องดูพฤติกรรมของนักเดินทางที่นั่น แทบจะเห็นคนสวมหน้ากากอนามัยน้อยมาก จนกลุ่มคนไทยที่ยังคงชินกับการสวมหน้ากากอนามัยดูเหมือนคนประหลาด

ที่สนามบินมาร์โค โปโล ในประเทศอิตาลี เพื่อทัศนศึกษาที่เวนิส เมืองแห่งสายน้ำ ก็เฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือ "หน้ากากอนามัย" ไม่ใช่สิ่งที่ต้องพกพาติดตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะพนักงานพายเรือกอนโดลา ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ของการท่องเที่ยวในเวนิส อีกทั้งต้องพบปะ สัมผัสกับผู้คนต่างถิ่นต่างภาษามากมายตลอดเวลาทุกวี่วันนั้น เขาก็สะบัดบ๊อบไม่ใส่ใจกับหน้ากากอนามัยเลยสักคน

นั่งรถไฟข้ามไปที่เมืองฟลอเรนซ์ จนถึงกลางกรุงโรม ท่ามกลางนักท่องเที่ยวสารพัดถิ่นฐาน พบสภาพที่ตอกย้ำว่า โควิด-19 ไม่ใช่โรคที่ต้องกลัว หวั่นเกรง หวาดระแวงจนเกินพอดีอีกต่อไป ชีวิตสามารถดำเนินได้ตามปกติ โดยเคารพกฎกติกาแต่ละสถานที่ที่เราเข้าไปเท่านั้น ส่วนบนถนนหนทางนั้นเอาที่สบายใจ ใครอยากทำอะไรก็ทำได้

ฉะนั้น จึงอยากให้รัฐบาลและ ศบค.ลองคิดใหม่ทำใหม่อีกรอบ ว่า เราปล่อยให้ความกลัวโควิด "covid phobia" ทำร้ายเศรษฐกิจไทยมานานเกินไปหรือไม่.

 "ปิยสาร์"

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจาะกลไกพยุงราคา‘ก๊าซหุงต้ม’

ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

ทำความรู้จัก Financial Optionality

เคยไหม...รายได้เข้าทุกเดือน แต่เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิตกลับรู้สึกว่า “ยังทำไม่ได้” เพราะรายได้ในอนาคตส่วนหนึ่งถูกผูกไว้กับค่าบ้าน ค่ารถ และภาระผ่อนต่างๆ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม “มีรายได้” จึงไม่ได้แปลว่า “มีอิสระทางการเงิน” เสมอไป

บันทึกหน้า 4

บันทึกในวันฟ้าอึมครึมไม่น้อยหน้าไปกว่าความรู้สึกมืดๆ มัวๆ ของประชาชนในสังคมไทยเวลานี้ หลังได้ยินได้ฟังผลการวินิจฉัยของ “กกต.” ที่ตัดสินใจส่งเรื่องราวฟ้องร้องกล่าวโทษใน “คดีฮั้ว สว.” ไปแค่ 77 คน จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย โดยเป็น สว. 26 คนเท่านั้น ที่เหลือคนที่อยู่ข้างหลังรอด!! ...0

อายุยืนบนโจทย์‘เงินออม’ที่ยาวขึ้น

การมีอายุยืนยาวขึ้นสะท้อนความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่งกำลังเปลี่ยนโจทย์สำคัญของการใช้ชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่รายได้จากการทำงานลดลงหรือสิ้นสุดลง เมื่อช่วงชีวิตหลังเกษียณอาจกินเวลายาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ การวางแผนอนาคต จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีเงินเพียงพอสำหรับวันหยุดทำงาน แต่เป็นการออกแบบความมั่นคงให้สอดคล้องกับระยะเวลาของชีวิตที่ยืดยาวขึ้น

แรงงานไทยหาตัวเองให้เจอ

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่ต้องการแรงงานที่มีความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความทันสมัยของเทคโนโลยี และตลาดแรงงานยังต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันที แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับยังไม่แน่ใจว่าตัวเองถนัดอะไร และอยากเติบโตไปในเส้นทางใด สำหรับเคทีซี การพัฒนาคนไม่ใช่เพียงการสร้างบุคลากรให้กับองค์กร แต่คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ค้นพบศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ชูโมเดลจัดการน้ำไม่ท่วมไม่แล้ง

ภาพจำมหาอุทกภัยปี 2554 คือบทเรียนราคาแพงของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ในปัจจุบัน ท่ามกลางสภาพอากาศสุดขั้วจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “พระนครศรีอยุธยา” ได้ก้าวข้ามจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงแบบ 360 องศา เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ ให้นักลงทุนมั่นใจว่าโรงงานผลิตจะไม่สะดุด ไม่ว่าธรรมชาติจะเหวี่ยงมาทาง “น้ำหลาก” หรือ “เอลนีโญ”