ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"

เมื่อเครื่องยนต์หลักอย่าง SME ซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอยสำคัญของประเทศเริ่มมีอาการไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่งผลกระทบเป็นไปยังกำลังซื้อของประชาชนและค่าครองชีพที่ขยับตัวสูงขึ้นจนน่ากังวล รัฐบาลจึงตัดสินใจเดินหน้าสำคัญผ่านการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเปรียบเสมือนการเดิมพันครั้งใหญ่บนกองหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนต้องแบกรับร่วมกัน การตัดสินใจครั้งนี้หลายคนมองว่าเป็น "ความจำเป็นเร่งด่วน" ที่รัฐบาลต้องใช้เพื่อยับยั้งความล้มละลายทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก

โดยหวังจะใช้เม็ดเงินก้อนนี้เป็นสปริงบอร์ดในการพลิกฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไปจนถึงการยกระดับดิจิทัลนวัตกรรม เพื่อไม่ให้คำว่า "สายเกินไป" กลายเป็นบทสรุปของเศรษฐกิจไทยในยุคนี้ แต่อีกหลายคนก็ยังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในวงเศรษฐกิจว่าตัวเลขมหาศาลที่กำลังจะกลายเป็น "หนี้สาธารณะที่ทุกคนมีส่วนร่วม" จะมีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด เม็ดเงินก้อนนี้จะถูกนำมาใช้เป็น "ยาแรง" เพื่อรักษาบาดแผลเรื้อรังของกลุ่ม SME หรือจะเป็นเพียง "ยาแก้ปวด" ที่หมดฤทธิ์ไปตามกาลเวลา

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงที่น่ากังวลว่า ท่ามกลางวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งพลังงาน ค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี SME ไทยกำลังยืนอยู่บนปากเหว ข้อมูลจาก สสว.ระบุชัดเจนว่า ผู้ประกอบการกว่า 44% กำลังแบกรับต้นทุนที่ถาโถม ทั้งค่าขนส่งและวัตถุดิบ ขณะที่อีก 42% พยายามดิ้นรนหาความรู้เพื่อปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อให้ธุรกิจยังคงไปต่อได้ในระยะสั้น

ทำให้หัวใจสำคัญของการกู้เงินครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การมีเงินในมือ แต่คือการ "สื่อสารคุณค่าของเม็ดเงิน" ให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกบาทที่กู้มาจะถูกใช้อย่างโปร่งใสเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใน 5 มิติวิกฤตที่ SME ไทยกำลังเผชิญ เพื่อผ่อนคลาย ละลายความเจ็บปวดจากบาดแผลเรื้อรังที่สะสมมาอย่างยาวนาน แม้ไม่หมดสิ้น แต่ 5 วิกฤตนี้ต้องให้ความสำคัญคือ "วิกฤตพลังงาน" ซึ่งเป็นต้นทุนต้นน้ำที่กัดกินกำไรของ SME มายาวนาน รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินกู้ก้อนนี้เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเป็นผู้นำพลังงานสะอาดในอาเซียน ไม่ใช่เพียงแค่อุดหนุนราคาชั่วคราว แต่ต้องปรับโครงสร้างราคาให้ยุติธรรม และส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนที่ SME สามารถเข้าถึงได้จริง

ต่อมาคือ "วิกฤตห่วงโซ่เศรษฐกิจ" ที่ร้อยเรียงกันเป็นลูกโซ่ เมื่อต้นทุนขนส่งพุ่งสูง ต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ ต้นทุนสินค้าและบริการก็สูงตามมา ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย ลุกลามถึงค่าครองชีพประชาชนทุกภาคส่วน กำลังซื้อลดลง รวมถึง “วิกฤตหนี้” ที่ผู้ประกอบการเผชิญมรสุม “สภาพคล่องติดขัด” ตามด้วย “หนี้เสียติดหล่ม” และจบด้วย “หนี้นอกระบบติดกับดัก” ที่ท้ายสุดเป็นโจทย์ยากที่จะพลิกกลับมาดังเดิมได้ตามปกติ

นอกจากนี้ยังมี “วิกฤตว่างงาน” กับการยกระดับทักษะกำลังคนอย่างเป็นระบบ ให้มุ่งเป้าสู่แรงงานทักษะสูงที่มีผลิตภาพสูง และ “วิกฤตระเบียบรัฐ” การบริหารจัดการแก้ไขปัญหากฎหมาย ระเบียบกติกาการค้าการลงทุนที่ต้องส่งเสริมสนับสนุน ขณะเดียวกันต้องสามารถปิดช่องว่าง จัดระบบเฝ้าระวังตรวจสอบย้อนกลับ ติดตาม ปราบปรามและป้องกันการลุกลามของเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนเทาในและต่างประเทศ

บทสรุปของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ จึงเป็นเสมือนแบบทดสอบความจริงใจของรัฐบาลว่าจะสามารถ "พูดแล้วทำ" ได้จริง และจะมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสพอหรือไม่.

 

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก

โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว

เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?

เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”

หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย

เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง

ระวัง! Effect คำสั่งลดค่าการกลั่น อาจเกิดกักตุนน้ำมันระลอกใหม่

วิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปี 2567-2569 ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากภูมิภาคนี้เปรียบเสมือน “หัวใจ” ของพลังงานโลก