ปฏิรูปผู้บังคับบัญชา

ใกล้เข้าไปอีกนิด ชิดๆ เข้าไปอีกหน่อย ขึ้นต้นเป็นเนื้อเพลงที่สอดคล้องกับการ “ปฏิรูปตำรวจ” ที่หลายคนรอคอย หลายคนอยากเห็น หลายคนอยากรู้ เมื่อปฏิรูปแล้ว  “ตำรวจ” จะดีขึ้นเหมือนอย่างที่ทุกคนหวังและอยากเห็นหรือไม่

ยิ่งตอนนี้ ร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ...  ใกล้เสร็จสิ้นกระบวนความ รอมีผลบังคับใช้ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

ก็อดใจรอกันแทบไม่ไหว

ทั้งการตั้ง “คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ” หรือ ก.พ.ค.ตร. ทำหน้าที่เหมือนศาลปกครองชั้นต้นดูแลให้ความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายให้ตำรวจทุกระดับ ปรับโครงสร้างคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.ใหม่ แม้ยังมี นายกรัฐมนตรี เป็นประธานอยู่ แต่ ก.ตร.มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจ และอดีตผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่มาจากการเลือกตั้งของตำรวจเข้ามาเป็น ก.ตร.มากขึ้น เพื่อให้มีเสียงข้างมากคานอำนาจฝ่ายการเมือง

ให้ตำรวจทุกระดับตั้งแต่ ผบ.หมู่ขึ้นไปเลือกตั้ง ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้เลือกอดีตผู้บังคับบัญชาที่ตัวเองมองว่าจะเป็นหลักประกันความสุจริตยุติธรรมให้ได้เข้ามาเป็นปากเป็นเสียง กำหนดเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายไว้ในกฎหมายหลักมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ยึดหลักอาวุโสและความรู้ความสามารถ เพื่อให้ยากต่อการแก้ไขกว่าที่ผ่านมา  กำหนดให้นำผลการประเมินความพึงพอใจที่ประชาชนได้รับจากตำรวจมาประกอบการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย มีการตัดบทบัญญัติที่เปิดช่องให้มีข้อยกเว้นทุกกรณีในการจะเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายที่กำหนดไว้ในกฎหมายหลัก

แค่โหมโรงหนังตัวอย่างการ “ปฏิรูป” ที่ออกมา ก็ดูสดใสซาบซ่า ดูน่าจะมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้เหล่าบรรดา  “สีกากี” ไร้เส้น ไร้สาย ได้ลืมตาอ้าปาก

จะว่าไปเรื่องการ “ปฏิรูปตำรวจ” เคยมีโอกาสได้คุยกับอดีตตำรวจระดับ “นายพล” แบบเว้ากันซื่อๆ ว่า จริงๆ หัวใจในการปฏิรูปตำรวจคืออะไรกันแน่

คำตอบที่ได้รับดูน่าสนใจ เป็นอีกมุมมอง ที่ต้องพยักหน้าพร้อมบอก...เออก็ใช่

อดีตนายพลท่านนั้นบอก...ปัญหาความวุ่นวายของตำรวจที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากกฎ ไม่ได้เกิดจากระเบียบ  ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างอะไรเลย ทุกอย่างที่ “ผู้บังคับบัญชา” ในอดีตวางไว้ดีอยู่แล้ว อาจมีการแก้ไข ปรับปรุงกันบ้าง ให้ทันยุคทันสมัย ทันสถานการณ์

แต่สิ่งที่ควร “ปฏิรูป” มากที่สุด คือ “ผู้บังคับบัญชา” ผู้ที่ใช้อำนาจ!!!

หลายยุค หลายสมัย “ผู้บังคับบัญชาตำรวจ” ไม่ยึดกฎ  ไม่ยึดกติกา ไม่ยึดระเบียบที่มีอยู่ ปล่อยตัวเป็นไม้หลักปักขี้เลน ใช้ช่องโหว่ ช่องว่างของกฎ ของระเบียบ เอื้อต่อ  “อำนาจ” ที่เหนือกว่า จากคนเป็นสองคน เป็นสามคน เป็นสิบคน เป็นร้อยคน บางครั้งก็ปล่อยให้มีการแก้กฎ แก้ระเบียบ เพื่อประโยชน์แก่บางคน บางกลุ่ม

สุดท้าย “องค์กรตำรวจ” ก็เสียหาย จนสังคมเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูป” เกิดขึ้น 

ไหนๆ เมื่อมีการ “ปฏิรูปตำรวจ” ผ่านร่าง พ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่ ที่ทุกฝ่ายพยายามทำให้เกิดความเป็นธรรมทั้งกับ "ตำรวจ” และ “ประชาชน” แล้ว

 “ผู้บังคับบัญชา” ผู้มีอำนาจ ก็ต้องปฏิรูปตัวเองด้วย  ทุกอย่างถึงจะดีขึ้น

ไม่เช่นนั้นจะ “ปฏิรูปตำรวจ” เป็นร้อยรอบ พันรอบ ก็ไม่มีความหมาย

สุดท้ายก็เหลวเป๋วเหมือนเดิม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อย่าขยันแค่ชิงเก้าอี้!

เมื่อตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ไม่ได้กำหนดกฎ กติกา "ล็อกสเปก" คุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" หรือ "ผบ.ตร." แบบยึดเรียงลำดับอาวุโส หรือยึดแค่ความรู้ความสามารถ

นักวิ่งตาเป็นมัน!

โหมโรงแต่งตั้ง “นายพลสีกากี” รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม กันตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. หลัง ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ แม่ทัพใหญ่สีกากี ขยับปากกาลงนามประกาศลำดับอาวุโสระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และรอง จตช. ลงมาถึง รอง ผบก. ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในแต่ละระดับครั้งที่ 1

โหมโรงชิง 'ผบ.ตร.'

หากยึดตามคำสัมภาษณ์ โฆษกตำรวจ-พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ หลังประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.

‘ตั้งนอกวาระ’ หัวทิ่ม!

เข้าใจวงประชุม ก.ตร. ที่นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล มานั่งหัวโต๊ะประธาน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ต้องถอนวาระแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเสนอชื่อ พล.ต.ท. นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) โรงพยาบาลตำรวจ ขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร.

ปี๊บคลุมหัวตำรวจ

อุ้ย! ขาสั่น มือสั่น ไม่กล้าจะเขียนถึง "ตำรวจโจร" ที่อาศัยเครื่องแบบ อาศัยกฎหมายในมือไปทำผิดเยี่ยงโจร กลัวจะต้องขึ้นโรง ขึ้นศาล ได้ไปกินข้าวผัด ได้ไปกินโอเลี้ยง

แก้หนี้ ตร.กี่โมง

ต้องตั้งคำถามตัวโตๆ อีกครั้ง "หนี้สินตำรวจ" จะแก้กันได้กี่โมง หลังจากได้ยิน ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้นำตำรวจ พูดตอนหนึ่งในระหว่างเป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำชับด้านสวัสดิการสั่งปรับปรุงระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจทั่วประเทศ