ศก.ไทยปี65โตแบบหืดจับ!

เป็นอีกหนึ่งปีที่ “เศรษฐกิจไทย” ต้องเผชิญความท้าทายต่อเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่องด้วยปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ส่งผลกระทบทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินในประเทศสำคัญๆ ที่เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ได้ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ที่ระดับ 2.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3.0% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลานานขึ้นจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2567 จึงจะสามารถกลับสู่ระดับศักยภาพที่แท้จริงได้ และยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจจะขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมิน เนื่องจาก 1.วิกฤตการณ์ด้านราคาพลังงาน การขาดแคลนอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจส่งผลต่อภาคครัวเรือน การผลิตและการส่งออกสินค้า มีความรุนแรงกว่าที่คาด

2.เศรษฐกิจจีนอาจชะลอตัวนานกว่าที่คาดการณ์ จากมาตรการ Zero-Tolerance COVID-19 Policy และ 3.เศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากไม่สามารถรองรับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่ตึงตัวขึ้นเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามพัฒนาการกันต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อมาดูภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2565 พบว่ามีการขยายตัวที่ระดับ 2.2% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันในปี 2564 ซึ่งเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสสุดท้าย ทั้งในส่วนของการบริโภค การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้า แต่ในระยะต่อไปแรงส่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยจะลดลง หลังเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงชัดเจน อันเป็นผลมาจากสงครามในยุโรปและผลกระทบจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณเริ่มมีข้อจำกัด

ขณะเดียวกัน ttb analytics ยังได้ปรับลดอัตราการเติบโตของปริมาณการส่งออกสินค้าของไทยในปีนี้ลงด้วย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าลงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา IMF ได้ลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้เหลือ 3.6% จากเดิม 4.4% นอกจากนี้ปัญหาการชะงักงันในห่วงโซ่อุปทานและการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลต่อกระบวนการผลิตและการส่งออกสินค้าบางส่วนของไทย ขณะที่แนวโน้มเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะช่วยรักษาศักยภาพการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

ส่วนภาพ “การท่องเที่ยวไทย” ยังฟื้นตัวสอดคล้องกับที่เคยประเมินไว้ โดยยังคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้อยู่ที่ 4.5 ล้านคน นำโดยนักท่องเที่ยวจากยุโรป อาเซียน และเอเชียตะวันออก (ไม่รวมจีน) ที่ยังเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นตามคาด หลังการผ่อนคลายมาตรการที่ทำให้การเดินทางเข้าออกประเทศสะดวกมากขึ้น ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังทรงตัวในระดับต่ำ แต่คาดว่าจะเดินทางกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้นในไตรมาสที่ 4/2565 หากความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่รุนแรงขึ้นในฝั่งจีนและเอเชียตะวันออกในช่วงครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ ttb analytics มองว่า แรงพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศจากการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐมีข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่ตลาดแรงงานยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งความท้าทายจากภาระหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมลดลง แต่ปัจจัยลบเหล่านี้ถูกชดเชยด้วยปัจจัยบวกจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง ความคืบหน้าของวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อกลับมาใช้ชีวิตและจับจ่ายใช้สอยได้ใกล้เคียงภาวะปกติมากขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศผ่านการท่องเที่ยว อาทิ การขยายเวลาใช้สิทธิเราเที่ยวด้วยกันเฟส 4 และทัวร์เที่ยวไทยไปจนถึง ก.ย.2565 และการเพิ่มสิทธิเราเที่ยวด้วยกันเฟส 4 อีก 1 ล้านสิทธิ เหล่านี้ช่วยพยุงให้การบริโภคภาคเอกชนยังฟื้นตัวได้ แม้แรงส่งอาจจะแผ่วลงบ้างในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังมีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นภาครัฐจึงควรเน้นให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และหาโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไทยในช่วงวิกฤตอาหารโลก.

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฝากการบ้านรัฐบาล

โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69

การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น

ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’

ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%

ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”

‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ปี69อุตฯยานยนต์ยังเหนื่อย

ในช่วง 2-3 ปีนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ไฟฟ้ามากขึ้นและเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีความผันผวนจากปัจจัยท้าทายรอบด้าน