ไทยเที่ยวไทย(น่าจะ)ไปได้ดี

หลังจากที่มีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ มากขึ้น ก็ทำให้หลายธุรกิจเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเฉพาะในภาคของการท่องเที่ยวที่ต้องยอมรับว่าคนไทยเองก็เตรียมหาจังหวะดีๆ เพื่อออกเดินทางทั้งในและต่างประเทศอีกครั้ง จากผลสำรวจความต้องการท่องเที่ยวในประเทศสะท้อนว่า กว่า 73.7% ของกลุ่มตัวอย่างคนกรุงเทพฯ ต้องการเดินทางท่องเที่ยวมากถึงมากที่สุด ทำให้ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2564 นี้ คนไทยน่าจะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นและต่อเนื่องไปยังปีหน้า โดยเบื้องต้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า หากไม่มีการระบาดหนักอีกตลาดไทยเที่ยวไทยในปี 2565 น่าจะมีจำนวนประมาณ 109-155 ล้านคน-ครั้ง ฟื้นตัวจากปี 2564 ที่ประมาณ 66.71 ล้านคน-ครั้งอีกด้วย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังได้สำรวจพฤติกรรมและความต้องการท่องเที่ยวในประเทศของคนกรุงเทพฯ ในช่วงที่เหลือของปี 2564 นี้ พบว่า จุดหมายปลายท่องเที่ยวในช่วงนี้ยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ภูเขาและยอดดอย เช่น เชียงใหม่ กาญจนบุรี เพชรบูรณ์ และจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นต้น ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่กลุ่มตัวอย่างคนกรุงเทพฯ เลือกที่จะเดินทางท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ได้แก่ ชลบุรี (พัทยา) ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และระยอง เป็นต้น        

นอกจากนี้ยังพบว่าคนกรุงเทพฯ เลือกเดินทางท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชน เช่น สมุทรสงคราม อยุธยา อุทัยธานี เป็นต้น แต่การเดินทางท่องเที่ยวของกลุ่มตัวอย่างนอกจากจะให้ความสำคัญในการเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไปแล้ว จากผลสำรวจก็สะท้อนว่ากลุ่มตัวอย่างพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหากในพื้นที่มีการระบาดของโรคโควิด ดังนั้นท่ามกลางสถานการณ์โควิดที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทุกภาคส่วนยังต้องร่วมมือกันอย่างเข้มข้นในการควบคุมการระบาดในพื้นที่ เพื่อจะได้ไม่สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

ส่วนระดับราคาที่พักที่กลุ่มตัวอย่างเลือกที่จะจ่าย ส่วนใหญ่มีระดับราคาประมาณ 1,500-2,000 บาทต่อคืน ขณะที่ระดับราคารองลงมาจะอยู่ที่ประมาณ 2,001-2,500 บาท สำหรับปัจจัยในการเลือกโรงแรมและที่พักรองลงมาจะเป็นเรื่องมาตรฐานการดูแลความสะอาดและความปลอดภัยจากโควิด และสัดส่วนที่ใกล้เคียงจะเป็นเรื่องที่พักที่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว เช่น ติดทะเล มีบรรยากาศธรรมชาติและมีมุมให้ถ่ายภาพ

นับว่าสอดคล้องกับอโกด้าที่ได้เปิดเผยผลการสำรวจแล้วพบว่าคนไทยมองการท่องเที่ยวภายในประเทศในแง่ดี และต้องการท่องเที่ยวอีกครั้งเมื่อเป็นไปได้ โดย 1 ใน 3 ของคนไทยมีความคิดอยากท่องเที่ยวภายในประเทศภายใน 2 เดือนแรกหลังข้อจำกัดด้านการท่องเที่ยวถูกยกเลิกแล้ว ในขณะที่ 1 ใน 5 พร้อมที่จะออกเดินทางทันที โดยการสำรวจดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในอีกหลายเทรนด์การท่องเที่ยวของคนไทยหลังสถานการณ์โควิด-19 อีกด้วย

สำหรับพฤติกรรมด้านการเดินทางที่เปลี่ยนไปนั้น ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด-19 คนไทยไปท่องเที่ยวสถานที่ที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักมากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจบอกว่าการไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ หรือการไปเที่ยวสถานที่ที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักแทนสถานที่ท่องเที่ยวหลัก หรือแม้กระทั่งการไปเที่ยวสถานที่ที่เคยไปแล้วแต่ผ่านการมองในมุมใหม่

ขณะเดียวกันยังอยากสนับสนุนโรงแรมอิสระ รวมถึงธุรกิจในท้องถิ่น และการจองแพ็กเกจท่องเที่ยวพิเศษที่มีอาหารและเครื่องดื่ม โปรโมชั่นสปา หรือการอัปเกรดห้องพักรวมอยู่ด้วย ผลการสำรวจดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านประเภทของสถานที่ท่องเที่ยวด้วย โดยอาการเบื่อบ้าน รวมถึงการต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้คนไทยหันไปสนใจการไปท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ป่าไม้ ภูเขาและชนบท มากกว่าการไปท่องเที่ยวในเมือง ชานเมือง

แม้ว่าหลายกิจการจะเริ่มกลับมามีสีสันอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าปัจจัยหลักที่ต้องพึงระวังเป็นอย่างยิ่งยังคงเป็นการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งหากมีการควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงของวัคซีนเป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงทางเลือกการรักษาอื่นๆ ที่กำลังจะเข้ามาพลิกวิกฤตของการแพร่ระบาดในอนาคตสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยดี ก็คงทำให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวและเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการอย่างแน่นอน.

รุ่งนภา สารพิน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"

กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก

โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว

เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?

เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”

หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย

เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง