ปฏิบัติการหมายสังหารนายกฯ อิรัก อัล-คาดิมี

เมื่อวันอาทิตย์ 7 พฤศจิกายน ผู้ก่อการร้ายใช้โดรนติดระเบิดโจมตีบ้านพักของมุสตาฟา อัล-คาดิมี (Mustafa al-Kadhimi) นายกรัฐมนตรีอิรัก โดรน 2 ลำถูกยิงสกัดตกเหลือเพียงลำเดียวที่พุ่งเข้าเป้าหมาย คนคุ้มกันนายกฯ บาดเจ็บหลายคนแต่ไม่ร้ายแรง

กระทรวงมหาดไทยอิรักเผยว่าผู้ก่อเหตุใช้โดรนบินขึ้นจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงแบกแดดที่ห่างออกไป 10-12 กิโลเมตร อยู่ชานกรุงแบกแดดนั่นเอง

กองทัพอิรักประกาศว่าเป็นความพยายามลอบสังหารผู้นำประเทศ

สื่อบางสำนักรายงานทันทีว่าเป็นฝีมือสายชีอะห์ที่อิหร่านสนับสนุน หลังพวกเขาแพ้เลือกตั้งรอบล่าสุด ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งอ้างว่าเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ บางคนเชื่อมโยงกับการสังหารนายพลกอซิม สุไลมานี (Qassim Soleimani) ผู้นำกองทัพอิหร่านที่ถูกสังหารด้วยโดรนสหรัฐในสมัยทรัมป์เมื่อมกราคม 2020 บางแหล่งอ้างว่ามาจากกองกำลังที่กระทำโดยพลการ

ปฏิบัติการหมายสังหารนายกฯ อัล-คาดิมีตีความได้หลากหลาย ตั้งแต่การช่วงชิงอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองด้วยกัน ความปลอดภัยของ Green Zone และบทบาทต่างชาติที่เกี่ยวข้อง.

รู้ตัวคนก่อเหตุ:

นายกฯ อัล-คาดิมี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รู้ตัวผู้ก่อเหตุ รู้จักพวกเขาดี คนพวกนี้ต่อต้านรัฐบาล

ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรทางการอิรักพูดชัดรู้ตัวใครเป็นผู้ก่อเหตุ เพียงแต่ยังไม่เอ่ยนามต่อสาธารณะเท่านั้น

ด้านมุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ผู้นำพรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดและน่าจะเป็นผู้นำประเทศคนใหม่แถลงว่าเป็นก่อการร้าย ตั้งใจสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย สร้างความรุนแรง พวกไม่หวังดีต่อชาติ ไม่อยากเห็นประเทศสงบสุข ชี้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธในประเทศ หวังเปิดทางให้ต่างชาติแทรกแซง

มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์และหัวหน้าพรรค

เครดิตภาพ: https://www.facebook.com/Moqtada.AlSadr.Offical/photos/570200909688180

วันต่อมาคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (UNSC) ออกแถลงการณ์ประณามการลอบสังหารนายกฯ อิรัก เรียกร้องหาตัวผู้ก่อเหตุ ผู้สนับสนุนก่อการร้าย นำมาลงโทษตามกฎหมาย แถลงการณ์นี้ประกาศจุดยืน UNSC ตั้งแต่ต้นว่าผู้ก่อเหตุกับผู้สนับสนุนมีความผิดต้องรับโทษ ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่มีใครเปิดเผยตัวและทางการอิรักยังไม่ประกาศว่าเป็นใคร

วิเคราะห์องค์รวม:

ประการแรก Green Zone ไม่ปลอดภัย

ไม่ว่าจะมุ่งสังหารหรือแค่ข่มขู่เป็นการประกาศความเป็นศัตรูชัดเจน ผู้ลงมือย่อมคิดได้ว่าการทำเช่นนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นข่าวดังทั่วโลก

เรื่องใหญ่กว่านั้นคือบ้านพักนายกฯ อยู่ในเขต Green Zone กลางกรุงแบกแดด

ดังที่ได้เสนอแล้วว่าหลังรัฐบาลสหรัฐคืนอำนาจบริหารประเทศแก่อิรักเมื่อปี 2004 มีสิ่งหนึ่งที่คงอยู่จนถึงปัจจุบันคือเขต Green Zone เป็นเขตวางมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด เป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ ฐานทัพใหญ่ของสหรัฐ และยังเป็นที่ตั้งศูนย์บริหารประเทศอิรักด้วย เมื่ออิรักเป็นประชาธิปไตย มีรัฐบาลของตนปรากฏว่าทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ที่ตั้งกระทรวงต่างๆ ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว กองกำลังสหรัฐหลายพันนายมีส่วนควบคุมรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่นี้

เรื่องน่าคิดคือวันนี้โจมตีบ้านนายกฯ อิรัก พรุ่งนี้อาจเป็นสถานทูตหรือนายพลคนสำคัญของสหรัฐ ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เดียวกัน

ประการที่ 2 ผู้นำโลกปลอดภัยไหม

ข่าวโดรนโจมตีบ้านพักนายกฯ อิรักย่อมสะเทือนผู้นำอื่นๆ ทั่วโลก เพราะพวกเขามีความเสี่ยงจะถูกโจมตีในแบบเดียวกัน อาจไม่ต้องถึงกับเป็นนายกรัฐมนตรี อาจเป็นแกนนำนักการเมือง นักเคลื่อนไหวคนสำคัญ ฯลฯ

ในเหตุการณ์นี้ผู้ก่อเหตุใช้โดรน 3 ลำ สกัดได้ 2 ลำ ลองจินตนาการถ้าผู้ก่อเหตุใช้โดรน 10 ลำจะเป็นอย่างไร

อันที่จริงแล้วเรื่องทำนองนี้ไม่ใช่ของใหม่ หลายประเทศใช้โดรนในการสงคราม การต่อต้านผู้ก่อการร้าย ข่าวชิ้นหนึ่งที่ดังมากเมื่อปี 2020 คือการสังหารนายพลสุไลมานีโดยฝีมือรัฐบาลทรัมป์

 ประการที่ 3 เกี่ยวข้องกับต่างชาติไหม

จากหลักฐานที่ปรากฏและคำพูดของนายกฯ อิรัก ชี้ว่ารู้ตัวผู้ลงมือ ผู้ก่อเหตุเป็นคนในประเทศ เป็นฝีมือกองกำลังกลุ่มหนึ่ง

อีกมุมมองที่น่าสนใจคือจะเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อโยนความผิดหรือไม่ เป็นอีกแนวที่ควรคิดถึง เพราะอานุภาพแรงระเบิดที่เกิดขึ้นไม่มากเท่าไหร่ โอกาสทำให้นายกฯ เสียชีวิตมีน้อย (ต้องโดนตรงตัวหรือใกล้มากในขณะที่นายกฯ อยู่ในอาคาร)

สื่อบางสำนักรายงานข่าวในทำนองชี้ว่าเกี่ยวข้องกับต่างชาติ หากเป็นจริงเรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทันที เมื่อรัฐบาลประเทศหนึ่งลงมือหรือสั่งการสังหารผู้นำอีกประเทศ ในกรณีนี้ประเทศที่ถูกเอ่ยถึงคืออิหร่าน

ถ้าจะพูดความสัมพันธ์ระหว่างอิรักกับอิหร่านอาจย้อนได้นับพันปีสมัยอาณาจักรโบราณ สมัยเกิดมุสลิมชีอะห์ ทั้งอิหร่านกับอิรักต่างเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมชีอะห์

สื่อบางสำนักอ้างแหล่งข่าวว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนและใช้โดรนอิหร่าน เนื่องจากไม่พอใจผลการเลือกตั้งรอบล่าสุดที่ชีอะห์สายอิหร่านได้คะแนนน้อย Hamdi Malik จาก Washington Institute ชี้ว่าเป็นคำเตือนถึงรัฐบาลที่จะจัดตั้งใหม่ว่าต้องมีพวกเขาอยู่ด้วย มีคนของพวกเขาในตำแหน่งต่างๆ ไม่เช่นนั้นประเทศจะไม่สงบ พวกนี้ต่อต้านมุกตาดา อัล-ซาดาร์ที่พรรคของเขาได้คะแนนมากที่สุดและกำลังเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล

Hamdi Malik ขยายความอีกว่าอัล-ซาดาร์ในตอนนี้ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลอิหร่านๆ จึงต่อต้านเพราะเกรงสูญเสียอิทธิพลในอิรัก

ไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ Esmail Qaani ผู้นำกองทัพ IRGC ของอิหร่านเดินทางเยือนอิรักอย่างเป็นทางการ กล่าวว่าทุกฝ่ายควรยอมรับผลการเลือกตั้งและอยู่ในความสงบ ปฏิบัติตามกฎหมาย ประชาชนมีสิทธิ์ประท้วงการเลือกตั้งแต่ต้องให้ความร่วมมือกับทางการด้วย

นับจากรู้ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา เริ่มมีข่าวว่าพวกชีอะห์ที่สูญเสียที่นั่งแก่พรรคของอัล-ซาดาร์แสดงความไม่พอใจ อ้างว่าการเลือกตั้งไม่น่าเชื่อถือ สวนทางองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งตัวแทนหลายร้อยคนเข้าสังเกตการณ์และสรุปว่าการเลือกตั้งโดยรวมเป็นไปด้วยดี

สรุป:

เป็นเวลาเนิ่นนานหลายสิบปีที่อิรักไม่สงบ ประเทศวุ่นวายไม่จบสิ้น การส่งคืนอธิปไตยแก่อิรักเมื่อมิถุนายน 2004 ตามนโยบายสร้างประชาธิปไตยของรัฐบาลสหรัฐทำให้ประชาชนถูกแยกเป็น 3 ฝ่ายเด่นชัดกว่าเดิม คือแยกเป็นพวกชีอะห์ ซุนนี และเคิร์ด อาจมองว่าเป็นการแบ่งสรรอำนาจหรืออาจตีความว่าตอกย้ำการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่เพียงเท่านั้นทั้ง 3 ฝ่ายยังแบ่งแยกย่อยอีก ไม่เป็นเอกภาพ ชีอะห์อิรักปัจจุบันมีหลายสายหลายกลุ่ม ในทางหนึ่งพวกเขาร่วมมือกันเมื่อเจอภัย แต่อีกด้านแข่งขันช่วงชิงภายใต้ระบอบประชาธิปไตยถึงกับก่อเหตุรุนแรงไม่หยุดหย่อน จนรัฐบาลทำงานไม่ได้และเป็นต้นเหตุจัดเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนตุลาคม พรรคการเมืองชีอะห์มีหลายพรรค ต่างต้องการคะแนนเสียงมากที่สุด เหตุลอบสังหารนายกฯ ครั้งนี้อาจตีความว่าพวกชีอะห์ที่เสียคะแนนให้กับอัล-ซาดาร์ซึ่งเป็นมุสลิมชีอะห์เหมือนกันไม่พอใจผลการเลือกตั้ง เป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองชีอะห์ด้วยกัน

เหตุที่ยุบสภาจัดเลือกตั้งทั่วไปเพราะหวังให้ประเทศสงบ สามารถเดินหน้าต่อไป แก้ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า แต่นับจากประกาศผลการเลือกตั้งดูเหมือนว่า “ทางออก” หรือการเลือกตั้งอาจเป็นเหตุนำให้อิรักอยู่ในวังวนความไม่สงบต่อไป เป็นประเด็นน่าติดตาม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เส้นประ 9 เส้น VS ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก

ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกคือยุทธศาสตร์ปัจจุบันที่รัฐบาลสหรัฐใช้ขวางเส้นประ 9 เส้นของจีน เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง 2 มหาอำนาจโดยตรงและกำลังทวีความรุนแรง

ซ้อมรบรอบไต้หวันยกระดับความขัดแย้งจีน-ไต้หวัน

การ “ปั่น” คนไต้หวันให้เป็นศัตรูกับจีนนั้นมีจริง เป็นภัยคุกคามที่บั่นทอนความสงบสุข การอยู่ดีกินดีในยามนี้และในอนาคต สุดท้ายจึงอยู่ที่คนไต้หวันจะรู้ทันนักการเมืองหรือไม่

มุมมองยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น 2022

จีนที่ก้าวขึ้นมาทำให้สหรัฐกับญี่ปุ่นอยู่เฉยไม่ได้ มองว่าจีนกำลังเปลี่ยนแปลงอินโด-แปซิฟิกเพื่อตนเอง ญี่ปุ่นที่มีพลังอำนาจเป็นรอง จำต้องแสวงหาพันธมิตรและเข้าพัวพันเข้มข้นกว่าเดิม

ยุทธศาสตร์ 2 นายอำเภอประจำตะวันออกกลาง

เป็นธรรมดาที่จะมีผู้แข็งแรงกับอ่อนแอกว่า รัฐบาลสหรัฐอาศัยอิสราเอลกับซาอุฯ ที่แข็งแรงและเป็นพันธมิตรของตน ช่วยควบคุมกำกับภูมิภาคตะวันออกกลาง

ซาอุฯ กับสหรัฐผู้นำ 2 โลกในโลกใบเดียวกัน

รัฐบาลซาอุฯ กับสหรัฐมีเป้าหมายของตนเอง ขัดแย้งกันในอุดมการณ์หรือหลักยึด ยิ่งสหรัฐต้องการขยายอำนาจอิทธิพลครอบงำ ฝ่ายซาอุฯ ย่อมต้องตอบโต้ตามหลักคำสอนอิสลาม

ความภาคภูมิใจของคนอเมริกันต่อประเทศตัวเอง

สถิติความภาคภูมิใจของสหรัฐอาจไม่ดีที่สุดและแย่ลงทุกที แต่ดีกว่าหลายประเทศ ช่วยชี้วัดความพอใจของประชาชน และชี้วัดความเข้าใจต่อการเมืองและสังคมด้วย