สุดท้ายสังคมต้องตอบคำถามว่า “จะขับเคลื่อนการกอบกู้โลกอย่างไร โดยไม่สร้างภาระจนประชาชนล้มละลาย” หรือ “จะรักษ์โลกอย่างไรที่จะไม่อดตายเสียก่อน”
รายงานการวิจัย “As the planet heats, public doubt grows: The social structure behind rising climate change scepticism in Germany” เมื่อสิงหาคม 2026 ชี้ว่า คนเยอรมันส่วนใหญ่สงสัยและไม่ไว้ใจรัฐบาลต่อการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยเฉพาะในหมู่ฝ่ายขวากับพวกที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นรัฐบาล

ภาพ: ปรากฏการณ์เอลนีโญทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในหลายประเทศ
เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์
สหประชาชาติตั้งเป้าไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีก 1.5 องศาเซลเซียล เป็นเป้าหมายหลักตาม ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) หากอุณหภูมิเฉลี่ยสะสมทะลุเพดานนี้ ความเสียหายจะทวีความรุนแรงแบบก้าวกระโดดและยากจะย้อนคืน เมื่อถึงวันนั้นจะเกิดความเสียหายในวงกว้างทุกด้าน เช่น ผลผลิตข้าวในไทยอาจลดลง 10-20% จำนวนปลาในทะเลลดลง น้ำเค็มจะหนุนสูงเข้าลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่งผลกระทบต่อระบบประปากับการเกษตร กรุงเทพมหานครเสี่ยงน้ำท่วมหนักมากขึ้น
ดังนั้นการที่อุณหภูมิโลกสูงอีก 1.5 องศาเซลเซียสเป็นภัยคุกคามเชิงระบบ (Systemic Risk) สั่นคลอนความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจและชีวิต คนรากหญ้ารับผลกระทบก่อนและหนักสุด ในขณะที่บางคนบางกลุ่มเท่านั้นร่ำรวยมากขึ้นจากโลกร้อน
ปี 2024 เป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส นับวันมีหลักฐานว่าโลกร้อนด้วยฝีมือมนุษย์
ประเทศเยอรมนีปล่อยก๊าซเรือนกระจกและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศ EU (คิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดใน EU) เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจกับภาคอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุด หากนับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสะสมตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี 1850 ถึงปัจจุบัน) เยอรมนีปล่อยก๊าซสะสมสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย บราซิล และอินเดีย จึงต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้รัฐบาลส่งเสริมใช้พลังงานสะอาด แต่บางเหตุการณ์อย่างสงครามยูเครนปี 2022 กระตุ้นให้ใช้พลังงานฟอสซิลมากขึ้น (โดยเฉพาะถ่านหิน) แม้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว
คนเยอรมันรับผลกระทบชัดเจนแต่ละปีหลายพันคนเสียชีวิตจากโลกร้อน เป็นลำดับที่ 18 ของโลกที่รับผลจากโลกร้อน เช่น พายุหนัก น้ำท่วม คลื่นความร้อนสูง
ผลการศึกษาพบว่า คนเยอรมันสงสัย ไม่ไว้ใจการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความสงสัยไม่มั่นใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความคิดเช่นนี้ไม่จำกัดในคนส่วนน้อยหรือบางกลุ่มที่สนใจภาวะโลกร้อน แต่เป็นความกังวลของคนส่วนใหญ่ ไม่เชื่อมั่นนักการเมืองว่าตั้งใจแก้ปัญหาจริงจัง ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองการปกครอง ผู้คนตั้งคำถามว่าระบอบประชาธิปไตยดีพอหรือไม่ (ระบอบนี้ไม่แก้ปัญหาจริงจัง) รัฐบาลไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน
เมื่ออุดมการณ์ปะทะปากท้อง:
ในมุมหนึ่งตีความว่าคนเยอรมันส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐแก้ปัญหาโลกร้อนจริงจังกว่านี้ แต่ในอีกด้านมีมุมมองที่ต่างออกไป โดยเฉพาะประเด็นปากท้องที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย
เยอรมนีมีพรรคกรีนส์ (Greens) ที่เน้นนโยบายสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ มีประวัติน่าสนใจ เริ่มจากกลุ่มเคลื่อนไหวคนรักสิ่งแวดล้อมกลายเป็นพรรคการเมืองสำคัญพรรคหนึ่ง แต่เมื่อประเด็นสิ่งแวดล้อมปะทะกับมิติอื่นๆ อุดมการณ์พรรคเผชิญแรงต้าน และยอมรับความจริงว่าคนต้องการสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความต้องการเรื่องปากท้อง การลดโลกร้อนกลายเป็น “ภาระทางการเมือง” ที่กัดกร่อนฐานเสียงกับอุดมการณ์พรรคอย่างรุนแรง
ผลเสียจากโลกร้อนส่งเสริมให้พรรคกรีนส์โดดเด่น ประเทศส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ (เช่น ยานยนต์และเคมีภัณฑ์) ต้องเร่งปรับตัวสู่โครงสร้างปลอดคาร์บอน (Decarbonization) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่
แต่ไม่นานหลังขับเคลื่อนนโยบาย พบว่า คนเยอรมันสนใจเรื่องอื่นด้วย เช่น นโยบายให้ทุกครัวเรือนเปลี่ยนใช้ปั๊มความร้อน (Heat Pumps) เพื่อลดการใช้ก๊าซฯ และน้ำมัน ได้จุดกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวาง นโยบายนี้ถูกวิจารณ์ว่า “มากเกินไป" (Out of touch) เนื่องจากสร้างภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปสำหรับชนชั้นกลางกับผู้มีรายได้น้อย
เกิดวาทกรรมว่าเป็นพรรคของชาวเมืองผู้มั่งมี (Urban Elites) ที่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายสำหรับโซลาร์เซลล์หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ออกกฎระเบียบที่ผลักภาระต้นทุนมหาศาลให้กับเจ้าของบ้านรายย่อยและภาคเกษตรกรรม
พรรคกรีนส์ยอมถอย:
สงครามยูเครนช่วงปี 2022 ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงาน เพราะมาตรการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซีย โรเบิร์ต ฮาเบค (Robert Habeck) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจจากพรรคกรีนส์ จำเป็นต้อง กลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน ป้องกันวิกฤตขาดแคลนพลังงาน สร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงแก่ฐานเสียงอนุรักษนิยมสีเขียว
การเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อทดแทนก๊าซรัสเซีย ถูกมองเป็นการ “ผูกมัด” โครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลในระยะยาว ขัดต่อเป้าหมาย Net Zero เรื่องนี้สังคมวิพากษ์อย่างกว้างขวางที่พรรคกรีนส์ยอมถอยจากอุดมการณ์หลัก ยอมรับว่าต้องให้ผ่านช่วงวิกฤตก่อน
ผลกระทบจากนโยบายสีเขียวที่เข้มงวด พรรคฝ่ายขวาจัด (AfD) และพรรคซ้ายประชานิยม (BSW) ใช้กระแส “ต่อต้านนโยบายสิ่งแวดล้อมราคาแพง” ดึงคะแนนเสียงจากแรงงานภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่รู้สึกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition)
สหภาพแรงงานและภาคอุตสาหกรรมหนักมองว่ากฎระเบียบที่ตึงตัวและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กำลังทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเยอรมัน จนอาจนำไปสู่การย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ อุดมการณ์รักษาสิ่งแวดล้อมที่สง่างามแต่อาจนำหายนะให้เศรษฐกิจย่ำแย่กว่าเดิม คนตกงาน (นอกเหนือจากปัจจัยอื่นที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว)
คงไม่เกินไปถ้าจะสรุปว่า อุดมการณ์ที่สูงส่งของพรรคกรีนส์ ไม่อาจชนะความต้องการของปากท้อง พวกเขาพ่ายแพ้ในสมรภูมิการเมืองในภาคปฏิบัติ
บทเรียนที่ได้คือ ภาวะโลกร้อนที่ร้อนมากขึ้น บางคนเรียกร้องใช้มาตรการเด็ดขาด เร่งด่วนและรุนแรง แต่มาตรการลดโลกร้อนสร้างแรงกดดันต่อภาคสังคมและเศรษฐกิจที่ประชาชนอีกส่วนแบกรับต้นทุนการเปลี่ยนผ่านไม่ไหว
สุดท้ายสังคมต้องตอบคำถามว่า “จะขับเคลื่อนการกอบกู้โลกอย่างไร โดยไม่สร้างภาระจนประชาชนล้มละลาย” หรือ “จะรักษ์โลกอย่างไรที่จะไม่อดตายเสียก่อน”
เอลนีโญ 2026:
ต้นเดือนสิงหาคม 2026 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกแห่งสหประชาชาติ (WMO) คาดว่าปรากฏการณ์เอลนีโญรอบนี้จะทวีความรุนแรงขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ส่งผลให้อากาศร้อนจัดรุนแรงยิ่งขึ้นอีก ล่าสุดแม่น้ำหลายสายในยุโรประดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว แม่น้ำไรน์ (Rhine River) ระดับน้ำต่ำเข้าขั้นวิกฤต
วิเคราะห์: ไม่ว่าอุดมการณ์หรือปากท้องสำคัญกว่า อากาศร้อนจัดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในหลายพื้นที่ ทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป บางส่วนของเอเชีย และกำลังเตือนว่าผลกระทบจากโลกร้อนเป็นอย่างไร ผลกระทบทางเศรษฐกิจตอนนี้เป็นแค่เบื้องต้นเท่านั้น ผลลัพธ์จริงจะเกิดขึ้นหลังจากนี้อีกหลายเดือน เมื่อผลผลิตการเกษตรลดลง ค่าครองชีพสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน
ปีนี้เยอรมนีร้อนจัดอีกครั้ง สังคมกำลังถกเรื่องโลกร้อนกับปากท้อง เป็นการถกในหัวข้อที่เจ็บปวดทั้ง 2 ด้าน นับวันทั้ง 2 ด้านสร้างผลกระทบรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสุดท้ายจะลงเอยที่การเมือง จะเลือกพรรคที่เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือจะมอบคะแนนเสียงแก่พรรคที่รักษ์โลก บางคนตอบว่าต้องแก้ 2 ปัญหาพร้อมกัน แต่จะทำได้ดีเพียงไร.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Predatory Hegemony มหาอำนาจนักล่าของทรัมป์ 2.0 (1)
จากเดิมที่ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ คอยดูแลกฎกติกาโลก ทรัมป์ 2.0 เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็น “มหาอำนาจที่เน้นการตักตวง”
ขยายโครงการป้องปรามนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส
โครงการป้องปรามนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสเป็นตัวแทนยุโรป ชี้วัดว่ายุโรปสามารถเป็นเอกเทศมากแค่ไหน
สิ่งแอบแฝงที่มาพร้อมกับภาษีทรัมป์2.0 (2)
สิ่งแอบแฝงที่มาพร้อมกับภาษีทรัมป์นับวันชัดเจนขึ้น มีข้อมูลมากขึ้น การขาดดุลการค้าเป็นแค่ตัวจุดประเด็นให้ทรัมป์ 2.0 ใช้เป็นข้ออ้างเรียกร้องสิ่งต่างๆ ที่มากกว่าแก้ขาดดุลการค้า
รองนายกฯ แนะคนไทยรู้เท่าทันสถานการณ์โลก รับมือปิดช่องแคบฮอมุส ปฏิบัติการรอบสามตะวันออกกลาง
รองนายกฯปกรณ์ ชี้การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ เราต้องรู้เท่าทันและตระหนักถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย จะได้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิมได้
พันธมิตรนาโตจะพังเพราะสงครามอิหร่านหรือไม่
ทรัมป์ 2.0 ตำหนิหลายเรื่องที่สมาชิกไม่ทำตามใจสหรัฐ แต่ไม่เน้นเรื่องถอนตัวจากนาโต แสดงว่าทรัมป์เปลี่ยนท่าที ฝั่งยุโรปเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
รบอิหร่านต่อแต่ปรับแผนลดผลกระทบ (4)
อิหร่านยังยันไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมเสียเปรียบในเงื่อนไขหยุดยิง ต้องมีหลักประกันว่าอิหร่านกับฮิซบอลเลาะห์จะต้องไม่โดนโจมตีอีก และต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด


