Predatory Hegemony มหาอำนาจนักล่าของทรัมป์ 2.0 (1)

จากเดิมที่ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ คอยดูแลกฎกติกาโลก ทรัมป์ 2.0 เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็น “มหาอำนาจที่เน้นการตักตวง”

Stephen Walt นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Harvard University บรรยายว่า ยุทธศาสตร์แม่บท (grand strategy) ของทรัมป์ 2.0 คือ “มหาอำนาจนักล่า” (‘Predatory Hegemony’) จากเดิมที่ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ คอยดูแลกฎกติกาโลก ทรัมป์ 2.0 เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็น “มหาอำนาจที่เน้นการตักตวง” ด้วยการ

ภาพ: ยุทธศาสตร์แม่บทของทรัมป์ 2.0 คือ “มหาอำนาจนักล่า”

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

ประการแรก การทูตแบบ “ยื่นหมูยื่นแมว”

ในยุคทรัมป์ 2.0 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะไม่มีคำว่ามิตรภาพถาวร มีแต่ผลประโยชน์ที่วัดผลได้เท่านั้น

ยกตัวอย่าง พันธมิตรต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับกองทัพสหรัฐ ประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐหรือได้รับความคุ้มครองทางทหาร (เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือกลุ่ม NATO) จะถูกกดดันให้จ่ายค่าคุ้มครองเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ รัฐบาลสหรัฐหลายชุดขอให้เกาหลีใต้ออกค่าใช้จ่ายให้กับกองทัพอเมริกันที่ประจำการในเกาหลีใต้ มีการเจรจาเป็นระยะ

รัฐบาลทรัมป์ลดบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ (UN, WTO) เพราะมองว่าเป็นภาระที่อเมริกาเสียเปรียบ ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ตัวรัฐบาลทรัมป์กลายเป็นผู้วางกฎเสียเอง

ส่วนเรื่องข้อตกลงปารีสนั้น ทรัมป์ 2.0 ยึดแนวคิดเดิม คือ ไม่ยอมรับว่าโลกร้อน ส่งเสริมใช้พลังงานฟอสซิล แม้เรื่องนี้สวนทางสหประชาชาติ สวนทางประชาคมโลก

รัฐบาลทรัมป์ใช้การทูตเชิงบีบบังคับหรือกดดันเพื่อคู่เจรจายอมเสียบางอย่าง เป็นแนวทางที่ต้องการดึงผลประโยชน์มากที่สุดในแต่ละเรื่องที่เจรจา ทำเช่นนี้กับทุกประเทศไม่เว้นพันธมิตร

นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์นิยมใช้การทูตเรือปืน (Gunboat Diplomacy) ข่มขู่อีกประเทศด้วยกำลังทหาร พูดทีเล่นทีจริงว่าจะล้มรัฐบาลของอีกประเทศ จะยึดมาเป็นของตน

ยกตัวอย่าง มกราคม 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงทรัพยากรน้ำมันเวเนฯ ว่า “เวเนซุเอลายึดและขายน้ำมันของอเมริกา อันเป็นทรัพย์สินของอเมริกา และเป็นแท่นขุดเจาะของอเมริกา คำพูดของทรัมป์ฟังดูแปลก แต่ผู้นำสหรัฐคิดเช่นนั้นและพูดทำนองนี้เรื่อยมา ตอนนี้สหรัฐเพียงแค่เอากลับคืน สิ่งที่ทำกับเวเนฯ นั้นชอบธรรมแล้ว

ฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าจะพยายามรีดเอาผลประโยชน์จากฝ่ายที่อ่อนแอกว่า

ประการที่ 2 สงครามการค้าแบบเบ็ดเสร็จ

รัฐบาลทรัมป์ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อดึงเม็ดเงินกลับเข้าประเทศ ที่โดดเด่นคือกำแพงภาษีถ้วนหน้าโดยเก็บภาษีนำเข้า 10-20% กับทุกประเทศ และอาจสูงถึง 30-60% ต่อบางประเทศ

ใช้ทั้งมาตรการภาษีและการบีบบังคับ เพื่อให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ

Zuo Xiying จาก Renmin University of China ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐใช้ภาษีตอบโต้เป็นเครื่องมือตามยุทธศาสตร์ ‘Predatory Hegemony’ พันธมิตรสหรัฐโดนถ้วนหน้าและจำยอมง่ายๆ

ถ้าอธิบายให้ลึกกว่านี้ สหรัฐใช้นโยบายทำให้เพื่อนบ้านกลายเป็นยาจก (Beggar-thy-neighbor trade policies) เป็นแนวคิดและชุดนโยบายทางเศรษฐกิจที่ประเทศหนึ่งพยายามแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของตนเอง (เช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือปัญหาการว่างงานของสหรัฐ) โดยใช้มาตรการที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่น

ล่าสุดปลายเดือนกรกฎาคม ทรัมป์ 2.0 ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าอีกรอบ ราว 10-12.5% หากบังคับใช้แรงงาน เบื้องต้น 80 ประเทศที่เข้าเงื่อนไข แทนภาษีศุลกากร 10% ที่ใช้อยู่เดิม (ที่จัดเก็บตามมาตรา 122 เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงิน และใกล้หมดอายุ)

ประการที่ 3 การใช้อำนาจเงินดอลลาร์เป็นอาวุธ

สหรัฐจะใช้อิทธิพลของสกุลเงินดอลลาร์ในการควบคุมพฤติกรรมของประเทศอื่นอย่างเข้มข้นกว่าเดิม ใครที่พยายามถอยห่างจากดอลลาร์ (De-dollarization) อาจถูกตอบโต้ด้วยมาตรการคว่ำบาตร จนถึงขั้นตั้งเป้าล้มรัฐบาลประเทศนั้น

รัสเซียเป็นตัวอย่างที่โดนห้ามทำธุรกรรมผ่านระบบ SWIFT สร้างความเสียหายแก่รัสเซียมาก

ประการที่ 4 ยุทธศาสตร์ควบคุมโลกด้วยน้ำมัน

ทรัมป์ 2.0 เน้นการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซเต็มที่ (Drill, Baby, Drill) เป็นผู้ควบคุมราคาพลังงานโลก และใช้พลังงานเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง (Energy Leverage) กับประเทศที่ต้องพึ่งพานำเข้าพลังงาน

ใช้กองทัพเข้าโค่นล้มรัฐบาลประเทศอื่น หวังครอบงำทรัพยากร นานาชาติต่างจับตามองสหรัฐทำอย่างไรกับประเทศเหล่านั้น ประธานาธิบดีทรัมป์พูดเองว่าทำสงครามอิหร่านเพื่อน้ำมัน หวังกำไรก้อนโตจากทรัพยากรของอิหร่าน เหตุผลเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นเพียงข้ออ้างของสหรัฐกับอิสราเอล

สหรัฐมีน้ำมันสำรองในเชิงทรัพยากร (Proven Reserves) มหาศาล ในอดีตไม่ยอมนำมาใช้ แต่ใช้วิธีนำเข้าจากต่างประเทศ ในระยะหลังนโยบายนี้เปลี่ยน สหรัฐกลั่นใช้น้ำมันของตัวเอง ไม่ค่อยนำเข้าอีกแล้ว ต้นเหตุสำคัญมาจากการคิดค้นเทคโนโลยี ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน สามารถดึงน้ำมันและก๊าซจากชั้นหินดินดานขึ้นมาใช้ได้มหาศาล

ปัจจุบันสหรัฐกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโลก ผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่า 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าทั้งซาอุดีอาระเบียกับรัสเซีย เปลี่ยนจากผู้นำเข้าสุทธิมาเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ผลักดันให้นานาชาติซื้อใช้ สงครามอิหร่านที่ราคาพลังงานสูงขึ้นมาก อุปทานจากตะวันออกกลางติดขัด เอื้อการส่งออกของสหรัฐโดยตรง

กรณีตัวอย่าง หลังล้มรัฐบาลเดิมสหรัฐคลายคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลา เอื้อให้บริษัทสหรัฐสามารถซื้อใช้น้ำมันเวเนฯ ง่ายกว่าปกติ ลดความตึงเครียดเรื่องราคาน้ำมันในอเมริกา แต่ผลลัพธ์อีกข้อคือช่วยสหรัฐส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกมากขึ้น ทำกำไรมากขึ้นในยามที่ขายได้ราคาดี

อธิบายดังนี้ว่า สหรัฐใช้เวเนซุเอลาเป็นทางออกช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาด เพื่อกดดันให้ราคาน้ำมันเบนซินในอเมริกาที่กำลังพุ่งสูงให้ลดลง ใช้ทรัพยากรของเวเนซุเอลาเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของตนเอง พร้อมกับลดอิทธิพลของคู่แข่งในตะวันออกกลางไปในตัว บริษัทอเมริกาทำกำไรมากขึ้น

และต้องย้ำว่ารายได้ส่วนใหญ่ที่ขายน้ำมันเวเนฯ ได้ จะถูกนำไปหักชำระหนี้เก่าที่รัฐบาลเวเนซุเอลาค้างชำระไว้กับบริษัทสหรัฐ ไม่ได้เข้ากระเป๋าเวเนฯ ทั้งนี้รายได้จำนวนหนึ่งจะนำไปใช้ใน “โครงการเพื่อมนุษยธรรม” เท่านั้น เช่น การซื้ออาหารและยารักษาโรค การซ่อมแซมโครงข่ายไฟฟ้า รัฐบาลเวเนซุเอลาสูญเสียอธิปไตยทางการคลัง (Fiscal Sovereignty) ไปเกือบทั้งหมด ในส่วนของรายได้จากการขายน้ำมันที่ผ่านกลไกของสหรัฐ

สงครามอิหร่าน 2026 ทำให้ราคาพลังงานฟอสซิลพุ่งพรวด ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นชัดเจน บริษัทเอกชนโกยกำไรมากกว่าปกติ (ทั้งจากการคาที่สูงขึ้นมากกับปริมาณส่งออก) ในยามที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ในตะวันออกกลางส่งออกน้อยลง

Stephen Walt สรุปว่ายุทธศาสตร์แม่บท “มหาอำนาจนักล่า” พยายามตักตวงผลประโยชน์จากทุกชาติให้มากที่สุดไม่เว้นพันธมิตร พยายามหาเรื่องหาประเด็นเพื่อเป้าหมายดังกล่าว

Sun Yanfeng จาก China Institutes of Contemporary International Relations ตีความในกรอบลาตินอเมริกาว่า ยุทธศาสตร์นี้ก็คือ New Monroe Doctrine ในสมัยทรัมป์ 2.0 นั่นเอง โดยเปลี่ยนจากการสู้รบกันอย่างไร้ทิศทาง มาเป็นการสถาปนาเขตอำนาจ (Sphere of Influence) ที่มหาอำนาจหนึ่งเดียวเป็นผู้คุมกฎ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ล่ารายอื่นเข้ามาชิงทรัพยากรหรือสร้างภัยคุกคามในพื้นที่ของตน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สิ่งแอบแฝงที่มาพร้อมกับภาษีทรัมป์2.0 (2)

สิ่งแอบแฝงที่มาพร้อมกับภาษีทรัมป์นับวันชัดเจนขึ้น มีข้อมูลมากขึ้น การขาดดุลการค้าเป็นแค่ตัวจุดประเด็นให้ทรัมป์ 2.0 ใช้เป็นข้ออ้างเรียกร้องสิ่งต่างๆ ที่มากกว่าแก้ขาดดุลการค้า

รองนายกฯ แนะคนไทยรู้เท่าทันสถานการณ์โลก รับมือปิดช่องแคบฮอมุส ปฏิบัติการรอบสามตะวันออกกลาง

รองนายกฯปกรณ์ ชี้การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ เราต้องรู้เท่าทันและตระหนักถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย จะได้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิมได้

พันธมิตรนาโตจะพังเพราะสงครามอิหร่านหรือไม่

ทรัมป์ 2.0 ตำหนิหลายเรื่องที่สมาชิกไม่ทำตามใจสหรัฐ แต่ไม่เน้นเรื่องถอนตัวจากนาโต แสดงว่าทรัมป์เปลี่ยนท่าที ฝั่งยุโรปเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

รบอิหร่านต่อแต่ปรับแผนลดผลกระทบ (4)

อิหร่านยังยันไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมเสียเปรียบในเงื่อนไขหยุดยิง ต้องมีหลักประกันว่าอิหร่านกับฮิซบอลเลาะห์จะต้องไม่โดนโจมตีอีก และต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด