SAWASDEE APEC 2022!!!

    ใครจะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้ ถ้าเป็นคนเปิดใจกว้าง และไม่มองอะไรเป็นการเมืองตลอด 24 ชั่วโมงนั้น จะต้องปรบมือให้กับรัฐบาลในฐานะเป็นเจ้าภาพ APEC 2022

    ใครจะว่าเอเปกเป็นเรื่องไกลตัวคนทั่วไป เป็นเรื่องฟุ่มเฟือยงบประมาณแผ่นดิน เป็นเรื่องนามธรรมที่แตะต้องไม่ได้ ก็ถือว่าถูกของเขา แต่ถ้าจะมองการเป็นเจ้าภาพเอเปกเป็นเช่นนั้น ก็ต้องมองทุกงานที่มีเจ้าภาพว่าเป็นเช่นนั้นเช่นเดียวกัน (ผมขอถามว่า อันไหนมันจะแย่ไปกว่ากัน ระหว่างการแสดงศักยภาพเป็นเจ้าภาพที่ดี กับการปฏิเสธเป็นเจ้าภาพ เพราะไม่มีศักยภาพ?)

    ไม่ว่าจะเป็นงานประชุม งานกีฬา งานวันเกิด งานบวช หรืองานแต่งงาน ถ้าใครจะพยายามสาดโคลนกับเรื่องเป็นเจ้าภาพเอเปกว่าเราไม่ได้อะไรขึ้นมา กรุณาพูดแบบนี้กับทุกงานเลี้ยงที่คุณไปร่วมด้วย เพราะในหลักการก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ การเป็นเจ้าภาพเป็นการแสดงความพร้อมของผู้เป็นเจ้าภาพ การเป็นเจ้าภาพหมายความว่าให้แขกผู้มีเกียรติรู้สึกประทับใจกับการดูแลของเรา พร้อมสถานที่จัดงานด้วย แต่ก็เข้าใจครับ งานเลี้ยงทั่วไปเป็นการใช้งบของผู้เป็นเจ้าภาพ งานแบบเอเปกนี้เป็นเงินแผ่นดิน มันก็เลยเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ครบถ้วนก็ว่าได้ครับ

    แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ารัฐบาลชุดนี้ (บวกกับคนที่รักรัฐบาลชุดนี้) จะบอกว่าเป็นการจัดประชุมเอเปกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ และดีที่สุดเพราะรัฐบาลชุดนี้ อันนั้นก็ไม่ถูกเหมือนกัน รัฐบาลได้เครดิตครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งต้องปรบมือดังๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เหน็ดเหนื่อย และให้คำสั่งที่เป็นคำพูดและลายลักษณ์อักษรนั้นเป็นรูปธรรม

    เรื่องความประทับใจของแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน อันนี้ผมไม่เถียงแม้แต่นิดเดียว ผมรู้แก่ใจว่าเรื่องการสร้างความประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน เรื่องตกแต่งสถานที่ รายละเอียดของงานเลี้ยง และการเอาใจใส่ในการดูแลแขกผู้มีเกียรติทุกท่านนั้น ไม่มีใครสู้ไทยได้ ไทยเราทำเต็มที่ และทำด้วยความเต็มใจ เรื่องนี้ไทยเราเป็นมืออาชีพ และเรื่องนี้ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าภาพงานอะไรก็แล้วแต่ ในอดีตและอนาคต ไทยเราจะทำได้ดีมาก ผู้นำรัฐบาลได้หน้า และเป็นหน้าของงานทุกครั้ง แต่หัวใจของงานอยู่ที่เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่คนนอกไม่เห็น

    ถ้าเอาเข้าจริง วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่คนไทยเราสามารถพูดถึงเรื่องเอเปกได้ จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ใครจะเขียน (หรือพูดถึง) เรื่องเอเปก จนกว่าเราจะเป็นเจ้าภาพอีกรอบหนึ่ง เพราะเราจะไม่ให้ความสนใจเรื่องเอเปก หรือเรื่องประชุมอะไรก็แล้วแต่ นอกจากปีที่เราเป็นเจ้าภาพ อย่าว่าแต่เฉพาะคนไทยที่เป็นเช่นนี้ เป็นเหมือนกันหมดทั่วโลกครับ

    ในครั้งนี้ ไม่ทราบว่าใครจะรู้สึกเหมือนผมหรือไม่ แต่ผมรู้สึกประทับใจ และภาคภูมิใจที่เราสามารถจัดงานได้ดีขนาดนี้ ถึงแม้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่ได้มา และประธานาธิบดีรัสเซียไม่ได้มาเช่นเดียวกัน อันนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องยกเลิกจัดงานขึ้นมานะครับ ในอดีตเป็นอันเข้าใจว่า ถ้าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่ได้มาร่วมงานประชุมเอเปกนั้น ถือว่าล้มเหลวไม่ว่าเขาจะส่งใครแทนก็ตาม และในใจลึกๆ ถ้าผมเป็นเจ้าภาพ ผมก็อยากให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มา เพราะเป็นเกียรติ เป็นธรรมเนียม และเป็นอันเข้าใจ

    แต่โลกปัจจุบัน ไม่เหมือนโลกในอดีต โลกสมัยนี้ไม่ได้หมุนรอบสหรัฐอเมริกาแล้ว และศูนย์กลางจักรวาลไม่ใช่สหรัฐอเมริกาที่เดียวต่อไป แต่แน่นอนครับ พูดไปก็เป็นการปลอบใจตัวเอง ถ้าให้เลือกก็อยากให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาอยู่ดี

    อย่างที่บอกครับ หลังจากวันนี้เป็นต้นไป จะไม่มีคนไทยคนใดพูดถึงเรื่องเอเปก ผมก็เลยถือโอกาสปิดท้ายเอเปก หรือจะเรียกว่าปิดท้ายความสนใจของเอเปก ด้วยเรื่องราวของเอเปกเล็กน้อยก็แล้วกัน เพราะถ้าไม่พูดในวันนี้ ผมไม่รู้จะพูดได้อีกทีเมื่อไหร่

    ผมเพิ่งรู้ว่าเอเปกก่อตั้ง (หรือจะเรียกว่าริเริ่ม) เมื่อ ค.ศ.1989 เอง ถึงแม้จะครบเวลา 33 ปีแล้ว และเป็นประวัติเกือบยาวนานนั้น ผมมีความรู้สึกว่า ปี 1989 ไม่นานมากนัก อาจเป็นเพราะเมื่อปีนั้นผมอายุ 19 ปีเอง ความรู้สึกของผมคือ องค์กรประเภทเอเปกควรจะต้องริเริ่มหรือก่อตั้งก่อนผมเกิดถึงจะรู้สึกขลัง ซึ่งผมเข้าใจว่าไม่ได้เป็นหลักการหรือหลักเกณฑ์อะไรที่มีความน่าเชื่อถือ แต่ผมคิดว่าประวัติของเอเปกจะมากกว่านี้

    แล้วผมก็เพิ่งรู้ว่า เอเปกริเริ่มจากแนวความคิดของอดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย Bob Hawke เพื่อส่งเสริมและผลักดันเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่ง 12 เขตเศรษฐกิจ (ประเทศ) ผู้ก่อตั้งคือ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา และค่อยๆ เพิ่มสมาชิกเขตเศรษฐกิจ (ประเทศ) ให้ครบ 21 เขตเศรษฐกิจ (ประเทศ) เหมือนในปัจจุบัน

    การประชุมระดับผู้นำเอเปกครั้งแรกเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ.1993 และประเทศไทยของเรานับว่าเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปกมากที่สุด (3 ครั้ง) ครั้งแรกคือ ค.ศ.1992 ครั้งที่สองคือ ค.ศ.2003 และครั้งที่สามคือครั้งนี้ แต่การประชุมเอเปกเมื่อ ค.ศ.1992 เป็นระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ไม่ใช่ระดับผู้นำ ส่วนปีหน้าที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพเอเปก ก็จะพูดเต็มปากเต็มคำว่า เขาเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับผู้นำเอเปกได้เยอะสุด ครั้งแรกคือ ค.ศ.1993 ครั้งที่สองคือ ค.ศ.2011 และครั้งต่อไปคือปีหน้า

    ส่วนอีกความรู้ใหม่ที่หลายคนอาจไม่สนใจ (แต่ผมสนใจครับ) ผมเพิ่งรู้ว่าเอเปกมีสำนักเลขาธิการด้วย มีเลขาธิการ และมีเจ้าหน้าที่ทำงานถึงเกือบกว่า 50 คน สำนักเลขาธิการเอเปกตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นอาคาร 4 ชั้น ที่ไม่ใช่ตึกแถวหรือห้องแถว เป็นอาคารของเขาเอง และเหมือนจะเพิ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อ ค.ศ.2010 ที่จะมีเลขาธิการมีวาระ 3 ปี เพราะก่อนหน้านั้น ผู้เป็นเลขาธิการเอเปกจะหมุนเวียนทุกปีตามประเทศผู้เป็นเจ้าภาพ แล้วก่อนที่จะแต่งตั้งเลขาธิการอย่างเป็นทางการ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการเอเปกจะเป็นระดับเอกอัครราชทูต เพื่อประสานงานและเป็นศูนย์รวม

    ที่ผมสนใจประเด็นตรงนี้ เพราะผมเคยเป็นเลขาธิการสมัชชารัฐสภาอาเซียน ผมทราบดีว่าบทบาทขององค์กรแบบนี้จะเป็นเช่นไรเมื่อมีการจัดประชุมใหญ่ และแน่นอนครับ เครดิตทุกอย่างจะไปที่เจ้าภาพ เพราะเขากำหนดทุกสิ่งอย่างของการประชุม แต่องค์กรสำนักเลขาธิการ ไม่ว่าจะเอเปก อาเซียน สหประชาชาติ หรือ AIPA ของผมนั้น ก็มีบทบาทในการจัดประชุมให้สำเร็จเช่นเดียวกัน ถ้าผู้นำของรัฐบาลเป็นหน้าของพระ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลนั้นๆ ปิดทองหลังพระ เจ้าหน้าที่องค์กรสำนักเลขาธิการ ปิดทองหลังกุฏิเจ้าอาวาส

    ถือว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะมีคนพูดถึงเรื่องเอเปก เพราะหลังวันนี้เป็นต้นไป ความเป็นเอเปกของคนไทยนั้นจะถูกกลมกลืนกับเรื่องบอลโลก เรื่องการเมือง และเรื่องอื่นๆ ทั่วไป แต่อย่างน้อยๆ ในช่วงสัปดาห์ของเอเปกที่เพิ่งผ่านมานั้น ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยของเรา มันมีให้เห็นชัดๆ

    ขอปรบมือดังๆ ให้กับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ทำให้ APEC 2022 ประสบความสำเร็จ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“…Throw things close to the criminal, use them as weapons; scream; act with all your might…”

ไม่ว่าเราจะอยู่ในยุคใด อายุเท่าไหร่ ถือสัญชาติอะไร และนับถือศาสนาอะไรนั้น คนเราทุกคนมีความเหมือนอยู่อย่างหนึ่งคือ สำหรับข่าวคราวที่เราได้รับจากสื่ออะไรก็แล้วแต่ มันจะมีบางเรื่องสามารถทำให้เราหยุดชะงัก ตกใจ และสะเทือนใจระดับหนึ่ง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อน เช่น เหตุการณ์ 9/11

Isra Sunthornvut…UN Goodwill Ambassador…“ไปรษณีย์ไทย”…จ้า

ในยุคที่สังคมเราแตกแยก เป็นยุคที่คนเราพร้อมถกเถียงทุกเรื่องเพื่อหวังชนะ เป็นยุคที่ “เรา” ถูก และ “มัน” ผิด มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทุกคนคงเห็นพ้องกัน ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไร หรือนับถือศาสนาอะไร เรื่องที่ทำให้ทุกคนสามัคคีกันคือเรื่องการระแวงเมื่อเห็นเบอร์แปลกๆ โทร.เข้ามือถือของเรา

คน'ขี้แพ้'ที่'ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง'จริง

เมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงที่บ้านเรามีปัญหาทางการเมือง มีการชุมนุม มีการประท้วงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ซีกฝ่าย “ประชาธิปไตย” มักพูดอยู่เสมอว่า พรรคฝ่ายตรงข้ามเป็นพวก “ขี้แพ้” “ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง” “ค้านมันทุกเรื่อง” บวกกับข้อกล่าวหาอื่นๆ อีกมากมาย

Damned if you do, damned if you don’t

เหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญแฟนกีฬาอเมริกันฟุตบอลเมื่อคืนวันจันทร์ (เช้าวันอังคารบ้านเรา) ในเมือง Cincinnati รัฐ Ohio ระหว่างทีม Buffalo Bills กับ Cincinnati Bengals ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทั้งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

“...ที่ต้องการเพียงจะลา มองหน้าเธออีกครั้ง เอ่ยคำลา...คำที่มันคาใจ...”

วันนี้เป็นวันดี เป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ เป็นวันแห่งความหวังสำหรับตลอดทั้งปีที่อยู่ข้างหน้า เป็นวันแรกที่เราจะต้องหัดเขียนพุทธศักราชใหม่ จาก 2565 (หรือ 2022) เป็น 2566 (หรือ 2023) เวลาจะเซ็นเอกสารหรือเซ็นเช็คก็ตาม ซึ่งน่าจะหลายอาทิตย์ (หรือเดือน) กว่าเราจะเขียน 2566 (2023) แบบอัตโนมัติได้

Merry Christmas, President Zelensky

ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญระดับประวัติศาสตร์เกิดขึ้น ในเรื่องที่พวกเรารู้สึกเย็นชา หรือลืมด้วยซ้ำ