ล้อมคอกกันต่อไป

ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงปลอดภัยจึงเป็นหลักประกันเบื้องต้นของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ในช่วงที่ผ่านมานั้นกลับเกิดเหตุการที่สร้างความเสียหายและหวาดผวาให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเกิดเพลิงไหม้โรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี และการผลิตหรือแปรรูปพลาสติก ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

ซึ่งจากสถิติของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จะพบว่า เฉพาะโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและแปรรูปพลาสติกในช่วงระหว่างปี 2560-2564 มีเหตุเพลิงไหม้โรงงานถึง 24 ครั้ง

และยังพบในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมาเกิดเหตุมากที่สุดถึง 10 ครั้ง ส่วนใหญ่เมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้วจะมีการลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบเป็นอันมาก เนื่องจากพลาสติกและสารเคมีตั้งต้นต่างๆ เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี สามารถติดไฟได้ง่าย ให้ความร้อนสูง ทำให้ยากแก่การควบคุมและดับเพลิง

นอกจากนี้ สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28 ต.ค.64 ว่า เพียงแค่ 5 เดือน ตั้งแต่ มิ.ย.-ต.ค.64 เกิดระเบิดและไฟไหม้โรงงานขนาดใหญ่ที่มีสารเคมีอันตรายถึง 9 แห่งในเขตกรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และระยอง ขณะไฟไหม้ทำให้สารเคมีและสารก่อมะเร็งหลายชนิดฟุ้งกระจายไปในอากาศ รวมทั้งน้ำที่เกิดจากการดับเพลิงได้ปนเปื้อนในดิน แหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินใกล้เคียง มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อาศัยโดยรอบ

โดยเฉพาะเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติก บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 ถ.กิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2564 ที่ผ่านมานั้น ได้มีสารสไตรีนโมโนเมอร์ฟุ้งกระจายในอากาศจนต้องทำการอพยพประชาชนออกไป 10 กิโลเมตร และยังส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 33 ราย เสียชีวิต 1 ราย

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังพบมีโรงงานอยู่จำนวนมากที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่เข้าข่ายอันตรายทั้งจังหวัดกว่า 200 แห่ง ซึ่งในนี้มีโรงงานลักษณะเดียวกับหมิงตี้เคมีคอลประมาณ 17-18 แห่ง มีทั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมและนอกนิคมอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ฯ ร่วม 4 เดือน ความคืบหน้าในการจัดการโครงสร้างอาคารและกากของเสียที่ถูกเพลิงไหม้นั้น ล่าสุดบริษัทประกันภัยอยู่ระหว่างการจัดหาผู้รับเหมามารื้อถอนโครงสร้างอาคารจำพวกเหล็กและวัสดุที่มีมูลค่า ส่วนของเถ้ากากของเสีย ดินที่ปนเปื้อน มีแผนให้บริษัท เบตเตอร์ เวิล์ดกรีน จำกัด (มหาชน) รับนำไปกำจัด หลังจากงานรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ แต่เนื่องจากพื้นที่โรงงานอยู่ในความควบคุมของท้องถิ่น โดย อบต.ราชาเทวะ ที่มีคำสั่งประกาศ เรื่องปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ที่บริเวณบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ห้ามมิให้บุคคลใดก่อสร้าง ดัดแปลง ซ่อมแซม รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารในเขตเพลิงไหม้ ภายในระยะเวลา 60 วัน ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ปี พ.ศ.2522 ซึ่งครบกำหนดแล้ว

ดังนั้นทางหมิงตี้ฯ จึงยื่นแผนปฏิบัติการรื้อซากและขนย้ายกากอุตสาหกรรมที่ยังคงคงค้างอยู่ในบริเวณพื้นที่โรงงานที่ถูกเพลิงไหม้ไปกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อ อบต.ราชาเทวะแล้ว เพื่อให้ท้องถิ่นพิจารณาอนุญาต แต่เนื่องด้วยหน่วยงานท้องถิ่นไม่มีผู้ตรวจสอบจึงได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้หน่วยงานที่กำกับ ได้แก่ กรมโยธาธิการ เป็นผู้พิจารณาเพื่ออนุมัติต่อไป

สรุปชัดร่วม 4 เดือนแทบจะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากการออกกฎระเบียบ ชนกลุ่มน้อยไร้อำนาจอย่างประชาชนก็รอต่อไป...อยู่อย่างกังวลกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ต่อไป และก็คงได้รอแล้วรออีกว่าใครจะเข้ามาดำเนินการกำลังขยะและกากในครั้งนี้ออกไป

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้หน่วยงานที่กำกับดูแลและอนุญาตอย่างกรมโรงงานอุตสาหกรรม ต้องใช้เป็นบทเรียนทบทวนมาตรการความปลอดภัยของการประกอบกิจการโรงงานใหม่ทั้งหมด ว่ามีจุดใดต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน ครอบคลุมโรงงานทุกประเทศทั้ง 64,038 แห่ง โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายในการประกอบกิจการ แล้วตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่มีชุมชนล้อมรอบ จะทำเพียงแค่วัวหายแล้วล้อมคอกกันต่อๆ ไป

และการดำเนินการนั้นต้องเข้มข้น ถูกต้องตามมาตรฐาน ปราศจากการทุจริต และต้องจริงใจ ถูกต้องตามกฎหมาย อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ต้องรีบแก้ไข อย่าให้ขยะเน่าใต้พรมที่ซุกเอาไว้หลุดออกมาโชว์ต่อสาธารชน เหมือนกับไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ฯ ที่แอบซุกไว้จนได้เรื่อง ตอนนี้คงทำให้เก้าอี้หลายๆ คนร้อนจนนั่งไม่ติดกันเสียแล้ว ใครทำอะไรไว้ก็คงรู้ตัวเองดี นั่งร้อนๆ หนาวๆ กันบ้างแล้วล่ะ.

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถอดบทเรียนแบรนด์ดังดันยอดขายด้วยData

ในยุคที่ “ข้อมูลลูกค้า” คือหัวใจในการเอาชนะความท้าทายที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยต้องเผชิญ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่เข้มข้น

จับตา'ส่งออกไทย’อ่วมพิษสงคราม

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักและเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของการค้าโลก และการเคลื่อนย้ายสินค้าในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

แปลงเกษตรสู่ฐานชีวภาพ

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภูมิอากาศ “เกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” กำลังถูกเขย่าด้วยกระแสเทคโนโลยีดิสรัปชัน ประเทศไทยในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำของโลกจึงไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับเพียงการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้น แต่กำลังเร่งสปีดสู่การเป็น “อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ” (Bio-based Industry) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล

สงกรานต์ส่อแววหงอย

เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนเมษายนของทุกปี บรรยากาศแห่งความสุขและการรอคอยก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง กับเทศกาล “สงกรานต์” หรือ วันปีใหม่ไทย ถือเป็นช่วงเวลาของวันพักผ่อนหยุดยาวที่หลายคนเฝ้ารอ

ท่องเที่ยวกับการปรับเกมรับวิกฤต

เริ่มต้นเพียงไตรมาสแรกของปี 2569 ก็ดูเหมือนจะมีวิกฤตให้รับมือกันหลายอย่าง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มักจะมีผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจอยู่ตลอดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เศรษฐกิจไทยปีม้าส่อหลุดต่ำ 2%

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังสหรัฐและอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและกลุ่มผู้นำของอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในภูมิภาค ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคจะขยายวงมากขึ้น