จริงหรือที่มีข่าวว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลัง ปรับ ทิศทางนโยบายต่างประเทศให้ลดความกร้าวลง สร้างมิตรเพิ่ม และรักษาระยะห่างจากสงครามยูเครนมากขึ้น?
เป็นแนวทางการวิเคราะห์ของผู้เกาะติดสถานการณ์ตั้งแต่การทำ U-turn เกี่ยวกับนโยบาย โควิดต้องเป็นศูนย์ อย่างฉับพลัน
ที่เกิดขึ้นหลังจากมีการประท้วงในเมืองต่างๆ ที่ต่อต้านมาตรการเข้มข้นเพื่อระงับการระบาด
ตามมาด้วยการประท้วงของชาวบ้านที่เดือดร้อนเรื่องโควิด และปรากฏการณ์ ประท้วงกระดาษขาว A4 ที่เห็นคนรุ่นใหม่และนักศึกษาออกมาแสดงความต้องการให้ผู้มีอำนาจก้าวลงเพราะความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารวิกฤตโรคระบาด
ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวะที่สี จิ้นผิง กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศเป็นสมัยที่สามในเดือนมีนาคมนี้
ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่กลายเป็นประเด็นที่ทำให้นักวิเคราะห์นำมา ประกอบร่าง เป็นทฤษฎีใหม่ว่าด้วยท่าทีที่อาจจะกำลังเปลี่ยนไปของผู้นำจีน
แม้กระทั่งการย้ายโฆษกกระทรวงต่างประเทศฝีปากกล้าอย่าง จ้าวหลี่เจียน ไปเป็นรองอธิบดีกรมพรมแดนทางทะเลซึ่งถือว่าเป็นการลดความสำคัญของบทบาทนักการทูตคนนี้ลงอย่างชัดเจน
ตามมาด้วยบทวิเคราะห์ในสื่อ Financial Times ของอังกฤษสัปดาห์ที่ผ่านมาที่อ้าง เจ้าหน้าที่จีนที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ที่บอกว่าจีนกำลังกังวลว่าหากประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียยังเดินหน้าทำสงครามในยูเครนต่อไป รัสเซียก็อาจจะจบลงด้วยการ ลดชั้นตัวเองเป็นประเทศอำนาจน้อย หรือ Minor Power เพราะความผิดพลาดในการตัดสินใจครั้งนี้
สื่ออังกฤษฉบับนี้ใช้คำว่า reset ท่าทีของจีนในเรื่องต่างประเทศเพื่อให้ดู แนบเนียน ขึ้น ไม่กร้าวและปะฉะดะกับตะวันตกในทุกเรื่อง
เจ้าหน้าที่และที่ปรึกษาของรัฐบาลจีนที่คุยกับนักข่าวตะวันตกยอมรับว่าปักกิ่งกำลังขยับนโยบายเพื่อจะปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการทูตที่ย่ำแย่กับตะวันตก
เพื่อลดความตึงเครียดในความสัมพันธ์
และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่โดนกระทบค่อนข้างแรงจากโควิดมาเกือบสามปีจนทำให้อัตราโต GDP ของจีนหดหายไปอย่างมีนัยสำคัญ
นโยบายและแผนใหม่หลายมิติสะท้อนถึงทิศทางที่ปูทางเอาไว้จากการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ในเดือนตุลาคม
นั่นถือเป็นงานชิ้นที่สำคัญที่สุดในปฏิทินการเมืองจีนเป็นเวลา 5 ปีที่สร้างบรรยากาศให้กับเป้าหมายระยะยาวของจีน
จากมุมมองทางเศรษฐกิจ เป้าหมายหลักของสี จิ้นผิง คือการฟื้นฟูการเติบโตที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีน หาทางยกระดับคุณภาพชีวิตของคนงานในชนบทของจีนหลายร้อยล้านคน
และยังต้องรักษาเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีความผันผวนค่อนข้างหนัก
และพยุงวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อการเงินของรัฐบาลท้องถิ่น
นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำหลายคนคาดว่าปักกิ่งจะผลักดันนโยบายส่งเสริมการเติบโตหลายชุด
โดยคาดว่าเป้าหมายในปี 2566 จะอยู่ที่ ร้อยละ 6 หรือสูงกว่า ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF ที่ร้อยละ 4.4
นักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2566 ที่สูงกว่า 5 เปอร์เซ็นต์
บางคนเชื่อว่าหากรัฐบาลจีนควบคุมปัญหาโควิดอยู่จริง และเปิดประตูครั้งใหม่อย่างอ้าซ่าได้ตามหวัง อาจจะได้เห็น GDP จีนที่โตได้ถึงร้อยละ 7 ด้วยซ้ำไป
นักวิเคราะห์กลุ่มนี้มองว่าเป้าหมายหลักของจีนคือการปรับปรุงความสัมพันธ์กับบางประเทศทางตะวันตก
หลังจากช่วงหนึ่งที่ทำให้ปักกิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวและมีเพื่อนร่วมชะตากรรมขนาดใหญ่ไม่กี่ชาติเช่นรัสเซีย
ซึ่งก็เกิดอุปสรรคเพราะสงครามยูเครนระเบิดขึ้นมาต่อหน้าต่อตา
จีนอาจจะมีปัญหากับสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย แต่ปักกิ่งต้องการจะประคองความสัมพันธ์กับยุโรปเอาไว้เป็นการคานอำนาจกับสหรัฐฯ
สำหรับจีนแล้ว ยุโรปเป็นตลาดสำคัญทางด้านการค้าและการลงทุน
และที่มองข้ามไม่ได้เลยคือความสัมพันธ์ด้านการเมืองและการทูตที่จีนยังหวังว่าจะไม่มี อคติ เท่ากับสหรัฐฯ
พอเกิดสงครามยูเครน ยุโรปก็มองจีนอย่างระแวงสงสัยมากขึ้น เพราะความใกล้ชิดระหว่างปักกิ่งกับมอสโก
น่าเชื่อได้ว่าในทางการทูต ปักกิ่งหวังว่าจะไม่เป็นคู่แข่งกับทุกประเทศในตะวันตก และไม่ต้องการถูกโดดเดี่ยวในเวทีพหุภาคี
ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าผู้นำในระดับสูงของจีนบางคนย่อมจะมอง การผจญภัยทางทหาร ของรัสเซียในยูเครนนั้นมีผลกระทบต่อจีนอย่างน้อยก็ในแง่ที่ทำให้ปักกิ่งอาจจะกลายเป็นเป้าของการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตกได้
แน่ละ โดยภาพทางการแล้วปูตินกับสี จิ้นผิง ยังสนิทสนมในลักษณะ เพื่อนซี้ กันอยู่
ทั้งสองให้คำมั่นเมื่อเดือนที่แล้วว่าจะกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีก
แต่นั่นคือภาษาทางการที่ต้องใช้เป็น ไฟต์บังคับ
แต่ในการสนทนาส่วนตัวกับนักข่าว Financial Times นั้น เจ้าหน้าที่อาวุโสของจีนบางคนก็เริ่มจะตั้งข้อสงสัยว่าจีนควรจะแสดงตนให้ใกล้ชิดกับปูตินในกรณีสงครามนี้มากน้อยเพียงใด จึงจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของปักกิ่งในเวทีระหว่างประเทศ
นักข่าวฝรั่งบอกว่าเจ้าหน้าที่จีนบางคนแสดงความไม่สบายใจกับวิธีคิดและตัดสินใจของปูตินไม่น้อย
บางคนถึงกับพูดทีเล่นทีจริงว่าในบางจังหวะเขาก็รู้สึกว่า ปูตินบ้าไปแล้ว
เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าการบุกยูเครนครั้งนี้เป็นผลของการตัดสินใจโดยคนกลุ่มเล็กๆ รอบๆ ปูตินเท่านั้น
เจ้าหน้าที่จีนบางคนแม้จะเข้าใจจุดยืนทางการของผู้นำจีนเอง แต่ก็ยอมรับว่าหากมองกันลึกๆ แล้วปักกิ่งก็ควรจะต้องบอกกล่าวให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าจีนไม่ได้เห็นด้วยกับปูตินในทุกๆ เรื่อง
จีนไม่ควรทำตามรัสเซียเพียงอย่างเดียว คือบางประโยคจากปากคำของเจ้าหน้าที่จีนที่คุยกับสื่ออังกฤษฉบับนั้น
(พรุ่งนี้: จุดยืนจีนกับจุดยืนรัสเซียในสงครามยูเครน).
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


