การปลดพนักงานครั้งใหญ่ของธุรกิจด้านเทคโนโลยีและสื่อยักษ์ในสหรัฐฯกำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกและอนาคตของธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับเทคเนโลยี?
เพียงแค่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พนักงานประมาณ 130,000 คนถูกไล่ออกจากงานในบริษัทเทคโนโลยีและสื่อขนาดใหญ่
เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
Alphabet บริษัทแม่ของ Google ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่ามีแผนจะปลดพนักงาน 12,000 ตำแหน่ง
ก่อนหน้านี้บริษัทใหญ่ ๆ ในแวดวงใกล้กันก็เหมือนจะนัดหมายกันเทพนักงานจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน
ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Meta, Amazon, Salesforce, Snap, Twitter และ Warner Bros. Discovery
ประมาณการ 130,000 คนที่โดนซองขาวเฉพาะในช่วงเวลาเดือนเดียวนั้นเทียบเท่ากับจำนวนคนทั้งหมดที่ทำงานที่ Apple ก่อนที่โควิด-19 จะแพร่ระบาดไปทั่วโลก
แต่ไฉนการปลดครั้งใหญ่ในวงการนี้จึงเกิดขึ้นในขณะที่โควิดทำท่าจะกลายเป็นเรื่องของอดีตไปแล้ว?
คนทำงานในบริษัทเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเกิดอาการตกใจและซึมเศร้าเพราะไม่มีเบาะแสมาก่อน
หลายคนงุนงงกับวิธีการปลดแบบสายฟ้าแลบที่ค่อนข้างจะโหดร้ายและไร้ความเข้าอกเข้าใจต่อพนักงานที่หลายคนทำงานมานับสิบปีในองค์กรนั้น ๆ
สถิติทางการก็ไม่ได้ชี้ไปในทางที่การจ้างงานโดยทั่วไปของอเมริกาจะตกอยู่ในภาวะถดถอยแต่อย่างไร
ตรงกันข้ามตัวเลขอัตราการว่างงานโดยรวมในสหรัฐอยู่ที่ 3.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของศตวรรษที่ 21
ย้อนกลับไปในปี 2010 ตลาดแรงงานของสหรัฐฯค่อนข้างอ่อนแอ ในขณะที่ภาคส่วนเทคโนโลยีกำลังเติบโต
แต่ในช่วงการระบาดของโควิดนั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ ประสบภาวะตกต่ำแบบฉับพลันในขณะที่ภาคเทคโนโลยีกำลังเฟื่องฟูเพราะทุกอย่างหันมาทำกิจกรรมทางออนไลน์
จนเกิดคำว่า New Normal หรือ “ความปกติแบบใหม่” ทุกวันนี้ ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าจะค่อนข้างแข็งแกร่ง
แต่ด้วยเหตุผลกลใดหรือเพราะมาตรการอะไรหรือจึงทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสื่อก็กำลังเดือดพล่าน
หรือจะตั้งคำถามอีกแบบก็ได้ว่าอาการผกผันของบรรทัดฐานในศตวรรษที่ 21 นี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับสถานะของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
จึงก็จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งโลกรวมทั้งของไทย
ผมพยายามหาคำอธิบายหรือแนวทางวิเคราะห์เพื่อความกระจ่างชัด
คำอธิบายแรกแบบกำปั้นทุบดินคือช่วงเวลานี้คือการระบาดของโควิดได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะวิเคราะห์อะไรตามกรอบเดิมได้อีกต่อไป
คนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของเศรษฐกิจอันเกิดจากการแพร่ระบาดในปี 2020 นั้นจะต้องทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนธุรกิจออนไลน์ขนานใหญ่
เช่น การเพิ่มขึ้นของความบันเทิงแบบสตรีมมิ่ง แอพส่งอาหารออนไลน์ และฟิตเนสที่บ้าน
ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากโรคระบาดที่เป็น “ตัวเร่ง” ที่ผลักดันเราทุกคนไปสู่อนาคตที่กำลังจะมาถึง
หากเชื่อตามแนวนี้ เจ้าโควิดก็เป็นเสมือนไทม์แมชชีน เร่งให้ปี 2030 เข้ามาถึงก่อนกาลเวลา
เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องเชื่อต่อไปว่าทุกอย่างกำลังเพิ่มมูลค่าของและผลักดันให้การจ้างงานในวงการเทคโนโลยีให้เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว
และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นจริง ๆ เพราะบริษัทเทคฯเหล่านี้ก็ประกาศจ้างคนเป็นว่าเล่น
เพิ่มพนักงานหลายหมื่นคนเพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวังของ “อัตราความเร่ง” ที่ว่านี้
แต่ในบางกรณีโควิดก็อาจไม่ใช่ตัวเร่ง เผลอ ๆ อาจกลายเป็นฟองสบู่
เช่นกรณีของหุ้น Peloton และ Robinhood ที่ทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่งและร่วงลงอย่างบ้าบิ่นในระยะเวลาสั้น ๆ
การจ้างงานในบริษัทเทคโนโลยี เช่น Alphabet และ Amazon ก็เข้าทำนองนั้น
เพราะมองลึกลงไปแล้วก็เกิดความท้าทายของเศรษฐกิจในช่วงท้าย ๆ ของการระบาดมีหลากหลายมากมาย
บางบริษัทเผชิญกับปัญหาห่วงโซ่อุปทาน
ขณะที่บางบริษัทถูกผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บริษัทด้านความบันเทิงผลักดันหนักไปทางด้านไลฟ์สตรีม แต่ก็เผชิญความผิดหวังเพราะพบว่าผลกำไรมันไม่ตามมาอย่างที่คาดคิด
แนววิเคราะห์ที่สองโยงกับสัจธรรมที่ว่าทุกสิ่งในเศรษฐศาสตร์ทุกวันนี้เป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ย
เมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนให้ความสำคัญกับเรื่องราวของการเติบโต
และธุรกิจที่เรียกตัวเองว่าบริษัทเทคโนโลยีก็อาจจะติดกับดับของความคิดเรื่อง “เราต้องโต” อย่างเดียว
ในบางช่วงเรื่องเล่าอย่างนี้ก็มีคนเชื่อเสียด้วยเพราะอะไร ๆ ดูสวยงามไปหมด
อัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE Ratio) ของบริษัทเทคโนโลยีทะยานขึ้นอย่างน่ากลัว
ในจังหวะนั้น นักลงทุนเชื่อมั่นในบริษัทที่มีเรื่องราวการเจริญเติบโตอย่างพลุ่งพล่านเช่น Netflix และ Uber และ Tesla
ซึ่งเดินนโยบายแบบทิ้งสัญญาระยะยาวมามุ่งเน้นทำกำไรระยะสั้น
แต่เมื่ออัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แผนงานก็มีอันต้องพังพินาศต่อหน้าต่อตา
แต่ยังมีคำอธิบายแนวทางที่สาม
นั่นคือการชะลอตัวของรายได้โฆษณา
ปีที่แล้วเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับตลาดโฆษณา เพราะโควิดทำให้การใช้จ่ายด้านโฆษณาของบริษัททั้งใหญ่, กลางและเล็กมีอันต้องหยุดชะงัก
เป็นที่รู้กันว่างบโฆษณามักเป็นเหยื่อรายแรกในการชะลอตัวของเศรษฐกิจเพราะมันไม่ใช่การใช้จ่ายที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ในทันที แต่เป็นการลงทุนในการสร้างแบรนด์และการเติบโตของบริษัทในอนาคต
ที่เป็นเช่นนี้มีเหตุผลว่าบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ Google และ Meta แต่รวมถึง Amazon, Apple, Snap และ Netflix ได้กลายเป็นบริษัทโฆษณาแบบเต็มตัว
จึงไม่ต้องสงสัยว่าธุรกิจเหล่านี้เกือบทั้งหมดมีความอ่อนไหวต่อโฆษณาที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ก็ยังอาจจะมีแนววิเคราะห์พื้น ๆ อีกแบบหนึ่งที่บอกว่าผู้บริหารระดับสูงนั้นเมื่อเจอกับภาวะไม่ปกติก็มักจะลอกเลียนพฤติกรรมของกันและกัน
เมื่อบริษัทคู่แข่งหรือที่อยู่ในวงการเดียวกับคุณลดพนักงาน 10% และตลาดตอบแทนกลับมา 10% ในแง่ของราคาหุ้นที่กระเตื้องขึ้น ผู้บริหารอื่น ๆ ก็คงจะเชื่อว่านั่นคือสูตรสำเร็จที่เขาต้องทำเพื่อรักษาสถานภาพของความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ได้
เดิมในระหว่างการระบาดของโควิดนั้นมีพนักงานจำนวนมากในหลาย ๆ อุตสาหกรรมแห่กันลาออกจากงานเพื่อจะไปทำธุรกิจของตนเพราะเทคโนโลยีเอื้อต่อการเดินทางสายใหม่
เรียกปรากฏการณ์นั้นว่า The Great Resignations
วันนี้เมื่อผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีเผชิญกับภาวะที่ต้องปรับลดคนลงอย่างเป็นระบบก็ต้องเรียกมันว่า The Mass Layoffs
สองปรากฏการณ์นี้จะไปบรรจบหรือตัดกันตรงไหนเป็นเรื่องที่ต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิดต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


