ไทยเสนออะไรให้ ‘มหามิตร’ จีน-อาเซียนบนเวทีสุดยอด?

นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำจีนกับอาเซียนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาพร้อมแนวคิดของไทยหลายเรื่อง

แต่ที่น่าสนใจสำหรับผมคือข้อสรุปของนายกฯที่ว่าไทย, อาเซียน, จีนเป็น “มหามิตร” ที่มีความสัมพันธ์กันมายาวนาน

การจะเรียกใครเป็น “มหามิตร” ต้องมีเหตุผลพิเศษจริง ๆ

เพราะถ้าหันมาอีกข้างหนึ่ง เราจะเรียกสหรัฐฯว่าเป็น “มหามิตร” ในระดับเดียวกันได้หรือไม่

เพราะระดับของเพื่อนนั้นย่อมมีทั้ง “มิตร” และ “มหามิตร” กับ “อภิมหามิตร”

สีจิ้นผิงบอกว่าจีนจะไม่ “รังแก” ชาติเล็กกว่า และไทยกับอาเซียนไม่ต้องรู้สึกว่าต้อง “เลือกข้าง” ระหว่างจีนกับประเทศอื่น

และถ้าจีนทำตามที่รับปากไว้ในเวทีระหว่างประเทศหลาย ๆ แห่งในช่วงหลังนี้จริง ก็ถือได้ว่าเข้าข่าย “มิตรแท้ในยามยาก” กันเลยทีเดียว

ที่เห็นได้ชัดคือในการประชุมสุดยอดจีน-อาเซียนรอบนี้ สีจิ้นผิงใช้การทูตจีนโปรยคำหวานและส่งมอบของขวัญให้อาเซียนและไทยอย่างเต็มพิกัดกันเลยทีเดียว

นายกฯประยุทธ์รายงานในเพจเฟซบุ๊กของท่านหลังการประชุมว่าได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-จีน  ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ ในฐานะองค์ประธานอาเซียน เป็นประธานร่วมในการประชุมครั้งนี้

ท่านพูดถึงจีนว่า นอกจากจะเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจของโลกแล้ว ยังเป็น  "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน" (Comprehensive Strategic Partnership) กับอาเซียน ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เชื่อมโยงกันในทุกมิติ

เช่น ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียนตั้งแต่ปี 2552  มีมูลค่าการลงทุน FDI ในอาเซียนเป็นอันดับ 4 

และมีความร่วมมือกับอาเซียนผ่านข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative (BRI) ในปี 2562 เป็นต้นมา

ส่วนด้านสังคมและวัฒนธรรม จีนและอาเซียนก็มีความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน

นอกจากนี้ในระดับประชาชน มีการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันมากกว่า 65 ล้านคน ในปี 2562 ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอาเซียนมากที่สุดอันดับ  1 ก็คือชาวจีน

ส่วนด้านความมั่นคงนั้น ที่ผ่านมาเกือบสองปี ประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดโควิด และเกิดความร่วมมือ ช่วยเหลือกันอย่างเข้มแข็งแม้ในยามวิกฤต

จีนเองได้บริจาควัคซีนจำนวนมากให้แก่ชาติสมาชิกอาเซียน รวมไปถึงความร่วมมือกันจัดการกับวิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ

อย่างปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาวะโลกร้อน

นอกจากนี้ ยังมีความละเอียดอ่อนในประเด็นทะเลจีนใต้ ที่อาจกระทบบรรยากาศการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และดุลยภาพในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจที่ต้องอาศัยการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันอีกด้วย

(นายกฯประยุทธ์ไม่ได้อธิบายเรื่อง “ละเอียดอ่อนในประเด็นทะเลจีนใต้” มากนัก สะท้อนว่าเป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน” จริง)

ในเวทีนั้นนายกฯไทยบอกว่าได้นำเสนอ "สปิริตแห่งความร่วมมือ" ที่ควรเริ่มต้นจากการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค บนพื้นฐานของหลักการ 3M คือ

1) ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน (Mutual Trust)

2) ความเคารพซึ่งกันและกัน (Mutual Respect) และ

 3) ผลประโยชน์ที่ได้ร่วมกัน (Mutual Benefit) เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี เกื้อกูลไปสู่การขยายความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ต่อไป

สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ประเทศไทย คือ "มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ที่ประเทศไทยกำลังก้าวข้ามผ่านวิกฤตสู่ยุค Next Normal  ด้วยการพลิกโฉมประเทศไทย

นายกฯบอกว่าได้ประกาศประเด็นยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยมุ่งมั่นขับเคลื่อน 3 ประเด็นสำคัญคือ

(1) การพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไทยและอาเซียนจะแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับจีนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกๆ ด้าน

(2) การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมจากฐานราก ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและปลอดภัย เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างพลิกผัน โดยอาเซียนและจีนจะต้องร่วมกันส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

(3) การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ทั้งอาเซียนและจีนต้องร่วมมือกันในฐานะสมาชิกทวีปเอเชียและประชาคมโลก ซึ่งไทยจะยึดโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการมุ่งสู่การแก้ไขปัญหาสภาพอากาศ และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ถึงตรงนี้แหละที่นายกฯบอกว่า “ดังจะเห็นได้ว่า ไทย อาเซียน และจีน เป็นมหามิตรที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน”

เพราะประชาชนของแต่ละประเทศต่างผูกเชื่อมใจไว้ด้วยกันเช่นพี่น้อง ที่มีแต่ความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือจุนเจือกัน ส่งเสริม แลกเปลี่ยนรอยยิ้มและมิตรภาพกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด

นายกฯบอกว่า “ผมจึงเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า แม้วิกฤตที่ผ่านมาแม้จะหนักหนาสาหัสเพียงใด แต่ก็มิได้ทำให้สายใยแห่งสัมพันธ์ฉันพี่น้องนี้คลายลง กลับยิ่งทำให้เราต่างเห็นอกเห็นใจกัน เข้าใจกัน และร่วมกันจับมือก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปด้วยกัน ด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการร่วมพัฒนายกระดับให้บ้านเมืองของแต่ละประเทศและทั้งภูมิภาคนี้ให้เจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีกินดี ไปด้วยกันอย่างมั่นคงและแข็งแรงต่อไป...”

ไทยได้อะไรจากการประชุมครั้งนี้ และสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจากผู้นำต่าง ๆ ในเวทีออนไลน์วันนั้นจะนำมาปรับยุทธศาสตร์ว่าด้วย “ภูมิรัฐศาสตร์” อย่างไรคือโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาลไทยอย่างยิ่ง.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สุดยอดประชาธิปไตย

ตื่นเต้นกันใหญ่... อเมริกาเชิญตั้ง ๑๑๐ ประเทศ ไปร่วมประชุม Summit for Democracy แต่ไม่เชิญไทย

6 เดือนคดีไม่คืบ

เกิดอะไรขึ้นกับ “คดีนายทหารเรือ” ที่เข้าไปถ่ายภาพน้องๆ เยาวชนหญิงนักกีฬายิมนาสติกในเชิงอนาจารและคุกคามทางเพศ

บทเรียนจากการต่อสู้ของพวกเด็กๆ

ท่าทาง...น่าจะเละเป็นโจ๊ก เป็นเต้าหู้ตกโต๊ะ เอาเลยถึงขั้นนั้น สำหรับบรรดานักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อต่อต้าน โค่นล้ม มาตรา 112 ทั้งหลาย

รัฐบาลล้วงตับ?

เป็นข่าวใหญ่โต "แอปเปิล" ส่งข้อความแจ้งเตือนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือไอโฟนหลายราย