
หลังจากประเทศไทยมีการผ่อนคลายมาตรการหลายอย่าง ก็ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายกลุ่มเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญกับการปรับตัวและเอาตัวรอดท่ามกลางการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่า เศรษฐกิจในปี 2564 จะขยายตัว 1.2% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 0.6% เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายที่คาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ 1.5% จะเห็นได้ว่าในช่วงไตรมาส 3 ติดลบอยู่ประมาณ 1.1% หรือบวกที่ 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แน่นอนว่าปัจจัยหนุนจากการปรับดีขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ก็คงเป็นไปตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและการฉีดวัคซีนที่เร่งขึ้น
ขณะเดียวกันยังมีมาตรการภาครัฐที่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การใช้จ่ายและท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีนักเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขของวันที่ 1-20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อยู่ที่ 80,017 คน ทำให้ทั้งปีคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 0.35 ล้านคน เดิมคาดการณ์ไว้ที่ 0.15 ล้านคน ส่วนการส่งออกยังเติบโตดีต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า และการผ่อนคลายลงของภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ส่งผลให้การส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวสูงที่ 16.5% เดิมคาดไว้ 15%
สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัย บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ได้มีการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2565 มองว่าน่าจะเติบโตได้ที่ 3.7% เดิมคาด 3% และมีแนวโน้มที่ของจีดีพีจะกลับมาอยู่ในระดับก่อนเกิดการระบาดได้ในช่วงครึ่งหลังของปีอีกด้วย โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญมาจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ขณะเดียวกันยังจะเห็นว่าการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับดีขึ้น คาดว่าในปี 2565 จะเติบโต 3.6% มาจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุม การฉีดวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น และมาตรการภาครัฐที่อาจเป็นปัจจัยหนุนในระยะสั้นอยู่บ้าง แต่การใช้จ่ายอาจขยายตัวได้จำกัด เนื่องจากยังมีความเปราะบางในตลาดแรงงาน และคาดว่าค่าจ้างเฉลี่ยโดยรวมในปี 2565 จะเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการระบาด
นอกจากนี้ การฟื้นตัวที่ยังไม่กระจายไปในทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มรายได้ และทุกสาขา จะส่งผลต่อค่าจ้างและการใช้จ่ายของแรงงานในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตการระบาด โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยวเป็นสำคัญ
สิ่งสำคัญคงเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าเติบโตดีขึ้นมากถึง 4.6% จะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจหมุนไปได้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าสัญญาณเชิงบวกจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าทั้งปี 2562 ที่เป็นช่วงก่อนเกิดการระบาดอีกด้วย
การส่งออกแม้จะชะลอลงบ้าง แต่คาดว่ายังเติบโตได้ 5.0% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาที่ขยายตัว 2.9% แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังจากมีการฉีดวัคซีนมากขึ้น และผลบวกจากการรวมกลุ่มระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะ RCEP ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ต้นปี 2565 น่าจะมีส่วนเสริมภาคการค้าในระยะถัดไป จากผลการศึกษาของ ADB ประเมินว่า RCEP จะช่วยหนุนให้มูลค่าส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 4.9% ภายในปี 2573 ซึ่งแม้เป็นรองญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่สูงสุดเมื่อเทียบในกลุ่มอาเซียน
สำหรับภาคท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างสาหัสช่วงที่ผ่านมา ก็ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ แม้ไทยจะมีนโยบายเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 60 ประเทศแบบไม่ต้องกักตัวมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจยังมีข้อจำกัดบางอย่าง ทำให้ตลาดหลักยังไม่สามารถเข้ามาไทยได้ มองว่านักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2565 จะอยู่ที่ 7.5 ล้านคน และกว่าจะกลับมาสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดได้ที่ 40 ล้านคนอาจต้องใช้เวลาถึงปี 2568
ดูเหมือนเศรษฐกิจไทยจะเริ่มไต่ระดับขึ้นไป และดูเหมือนจะเห็นแสงสว่างอยู่ แต่ก็ยังมีบางเซ็กเมนต์ที่ยังต้องใช้ระยะเวลาการฟื้นตัวสักหน่อย คงต้องจับตาดูว่าจะมีสถานการณ์หรือปัจจัยลบอะไรที่เข้ามาดับแสงสว่างนี้หรือไม่!.
รุ่งนภา สารพิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฝากการบ้านรัฐบาล
โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69
การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%
ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”
‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ปี69อุตฯยานยนต์ยังเหนื่อย
ในช่วง 2-3 ปีนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ไฟฟ้ามากขึ้นและเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีความผันผวนจากปัจจัยท้าทายรอบด้าน

