
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการก้าวสู่สังคมสูงวัย โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2565 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ มีจำนวนผู้สูงอายุอยู่ราวร้อยละ 20-30 และยังกลายเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอดเช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 28 ในปี 2574
โดยสาเหตุหลักมาจากคนไทยมีอัตราการเกิดน้อย คุมกำเนิดได้ดี และอายุคนยืนยาวขึ้น กลุ่มคนที่เกิดในช่วง 2506-2526 ซึ่งมีอัตราการเกิดมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี เรียกได้ว่าเป็นคลื่นสึนามิประชากรลูกใหญ่ที่จะส่งผลให้ภายในกว่า 20 ปีข้างหน้าผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็นราว 21 ล้านคน อย่างไรก็ตามการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม การผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวจึงเพิ่มสูงขึ้น โดยทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไปบ้างแล้ว
ดังนั้นจึงเห็นว่า ปัจจุบันมีภาคเอกชนหลากหลายธุรกิจที่ปรับตัวเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และยังสร้างโอกาสให้กับอีกหลายๆ ธุรกิจ อย่างกลุ่มสินค้าและบริการในครัวเรือนผู้สูงวัย เช่น อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยเห็นแนวโน้มการบริโภควิตามินและอาหารเสริมเพิ่มขึ้น การก่อสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและลดการเกิดอุบัติเหตุ บริการสาธารณสุขและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ เช่น ธุรกิจประกัน การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ รวมไปถึงธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ เนิร์สซิ่งโฮม, การจัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ, ธุรกิจความงามเพื่อการชะลอวัย ฯลฯ
นอกจากนี้ ทางด้านการเงินก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นกัน ซึ่ง ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และหัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งข้อมูล ณ สิ้นปี 2565 ประชากรไทยอายุ 60 ปีขึ้นไป อยู่ที่ร้อยละ 19.2 ประกอบกับผลสำรวจชี้ว่าคนไทยวัยเกษียณจะมีปัญหาทางการเงิน โดยผู้สูงอายุร้อยละ 54 มีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ แต่มูลค่าการออมส่วนใหญ่ต่ำกว่า 50,000 บาท ไม่พอดำรงชีพหลังเกษียณ และผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังพึ่งพารายได้หลักจากคนอื่นและยังคงทำงาน นอกจากนี้กลุ่มผู้สูงอายุร้อยละ 55 ยังอ่อนด้านความรู้ทางการเงิน
ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโครงสร้างประชากรไทย และช่องว่างด้านทักษะและความรู้ทางการเงินที่ต้องส่งเสริมและปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างเร่งด่วน ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัวแคมเปญ “Happy Money, Happy Young Old ปูนนี้ (ก็) มีใช้” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยโดยเฉพาะวัยแรงงานที่ใกล้เกษียณ อายุ 45-65 ปี มีความรู้พื้นฐานด้านการบริหารเงินสำหรับเกษียณ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการพัฒนาเนื้อหาและเครื่องมือที่เน้นการจัดสรรเงินออมก้อนสุดท้ายให้เหมาะสมและเพียงพอสำหรับใช้เลี้ยงดูตนเองไปตลอดชีวิต นำไปสู่การมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข
ศรพล ย้ำว่า แคมเปญนี้จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีความมั่นคงทางการเงิน และพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตวัยเกษียณในยุคที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จะต้องตั้งรับกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงอายุ และยังเป็นความท้าทายในการจัดสวัสดิการสังคมให้กับผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างที่พึงได้รับ โดยสิ่งที่ภาครัฐต้องเตรียมรองรับคือ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสม ส่งเสริมการวางแผนการเงินและสุขภาพหลังเกษียณ สร้างความมั่นคงทางรายได้ไม่ให้เหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างสังคมสูงวัยที่เป็นธรรมและเท่าเทียม จัดสวัสดิการถ้วนหน้า และส่งเสริมอาชีพ
ตลอดจนสร้างเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดี ดูแลและช่วยเหลือตนเองได้ ส่งเสริมให้มีการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต.
บุญช่วย ค้ายาดี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ลุยบูสต์ตลาดนทท.จีนเต็มสูบ
จากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่สงขลา ทำให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าฟื้นฟูและกระตุ้นการท่องเที่ยวในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568
ฝากการบ้านรัฐบาล
โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69
การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%
ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”
‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

