แทบไม่รู้จะเขียนอะไรดี???

การเมืองช่วงนี้...ต้องเรียกว่า ทำเอาแทบไม่รู้จะเขียนอะไรดี!!! แม้จะพยายามฉีกไปโน่น-มานี่ ฉีกแล้ว-ฉีกอีก ชนิดขาถ่างขาแหก แต่สุดท้าย...ก็ยังแทบมองไม่เห็นอะไรใหม่ๆ คือยังต้องวนไป-วนมา อยู่กับแบบเดิมๆ สภาพเดิมๆ หรือหนักไปทาง “อยู่ๆ กันไป” นั่นแหละเป็นหลัก ขณะที่ความเป็นไปของโลก ของสังคมไทย มันชักจะไปแล้ว-ไปเลย ยิ่งเข้าไปทุกที...

---------------------------------------------

เป็นฉากสถานการณ์คล้ายๆ กับกำลังอยู่ในระหว่าง “รอคอย” การมาถึงของอะไรบางสิ่ง บางอย่าง ซึ่งจะเป็นอะไร? เป็นใคร? เป็นไปในแบบไหน? หรืออย่างไร??? ก็ยังยากซ์ซ์ซ์ที่จะสรุปได้ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ

ก็คือ...ยังไงๆ ก็มาแน่ๆ!!! และใกล้ๆ จะมา ในอีกไม่นาน-ไม่ช้านับจากนี้ เพียงแต่โดยรูปร่าง ลักษณะลีลา จะออกไปในแนวไหนต่อแนวไหน ก็ยังมิอาจหาคำจำกัดความ หาคำตอบ คำอธิบาย ได้โดยชัดเจน ไม่ว่าในแง่การเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคมก็แล้วแต่ ดังนั้นในฐานะผู้ที่มีหน้าที่ต้องเขียน ต้องหาทางอธิบายอะไรต่อมิอะไรในแต่ละวัน เลยหนีไม่พ้นต้องหันไป “อมเชาวริน” (สากกะเบือ) เอาไว้ก่อนพลางๆ...

                                                         --------------------------------------------------

ส่วนบรรดา “ตัวละคร” ที่ต้องรับหน้าที่ออกงิ้ว ออกโรง ในช่วงระหว่างนี้...ไม่ว่าจะเป็นพระเอก นางเอก ดาวร้าย ตัวโกง ตัวตลก หรือตัวประกอบอดทนใดๆ ก็แล้วแต่ ฯลฯ ส่วนใหญ่...น่าจะไม่มีค่า มีราคา ที่จะต้องหยิบมาพูดถึงมากมายซักเท่าไหร่ คือออกไปทางการอวด การโชว์ การแสดง แบบพอช่วย “คั่นเวลา” อะไรทำนองนั้น แม้ว่าแต่ละตัว แต่ละราย ล้วนแล้วแต่มีอุปกรณ์เสริมต่างๆ นานาเอาไว้ในมือ เพื่อช่วยสร้างสีสัน บรรยากาศ ให้ดูน่าตื่นตา ตื่นใจ แปลกๆ ใหม่ๆ อย่างชนิดครบถ้วนสมบูรณ์เพียงใดก็แล้วแต่ มี “เทคโนโลยีสื่อสาร” ที่สุดแสนพิสดารยิ่งๆ ขึ้นไป แต่สุดท้าย...ก็แค่คั่นฉาก คั่นเวลา ไปตามเรื่อง ตามราว เท่านั้น จะหยิบเอามาเป็นแก่น เป็นสาระใดๆ แทบไม่ได้...

                                                             --------------------------------------------------

และอาจด้วยเหตุเพราะฉากสถานการณ์ทำนองนี้นี่เอง...มันเลยทำให้บรรดา “ของปลอม” ทั้งหลาย ไหลทะลักออกมาเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน อยู่ในฉากเหตุการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ไปจนกระทั่งวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ การแสดง การละเล่น ในลักษณะต่างๆ ขณะที่ “ของจริง-ของแท้” ยังคงซุกตัวอยู่หลังม่าน ยังไม่ได้จังหวะ ไม่ได้โอกาส ที่จะต้องออกมาวาดลวดลาย ลีลา แต่อย่างใด อะไรต่อมิอะไรมันเลยออกไปทางฝืดๆ แห้งๆ ตะกุกตะกัก ชุลมุน ชุลเก วนไป-วนมาอยู่กับความปลอมๆ แปลกๆ ที่เพียงแค่อาศัย “เทคโนโลยี” ในแต่ละรูปแบบ เป็นตัว “ปรุงแต่ง” เป็นตัวช่วย เป็นตัวประคับประคองให้ตัวเองสามารถดำรง คงอยู่ ภายใต้ภาวะเสื่อมๆ โทรมๆ ไปวันๆ...

                                                                    -------------------------------------------------

แค่ดูจากความพยายามเขียนโน่น เขียนนี่ ของบรรดา “คอลัมนิสต์” ทั้งหลาย ตลอดไปจนบรรดาผู้ที่พยายามเปล่งพลังสร้างตัวตนของตนเอาไว้ในพื้นที่สื่อสารใหม่ๆ ในแต่ละประเภท ไม่ว่าเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูท้ง ยูทูบ ฯลฯ ส่วนใหญ่...ล้วนหนักไปทางวนไป-วนมา หรือกระทั่งมั่วไป-มั่วมา ไปด้วยกันทั้งนั้น คือออกไปทาง “ของปลอม” ล้วนๆ นั่นแหละ!!! ส่วนประเภท “ของจริง-ของแท้” ต้องเรียกว่า...หายาก หาเย็น ยิ่งกว่าหาหนวดเต่า เขากระต่าย ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า ประเภทที่ออกไปทาง “ขาด่า” ก็ด่าแล้ว ด่าเล่า ด่าฉิบหาย เปล่งพลังความโกรธ เกลียด เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ริษยาและชิงชัง ชนิดไม่รู้ว่าสะสม สั่งสม ไว้ตั้งแต่ชาติไหนต่อชาติไหน ส่วนประเภทที่ออกไปทาง “ขาเชียร์” ก็เลียร์เช็ด เลียร์ตะเม็ด เลียร์ชนิดขนติดปากจนแทบหาแก่น หาสาระ หาประโยชน์อะไรแทบไม่ได้...

                                                               ----------------------------------------------------

ด้วยเหตุนี้...บรรดา “ตัวละคร” ที่ออกงิ้ว ออกฉาก ออกโรง ภายใต้ฉากสถานการณ์เช่นนี้ จึงแทบไม่ได้เหลือคุณค่า ราคาใดๆ ติดปลายนวมเอาไว้เลย เพราะต่างมีแต่ต้องไหลไป-ไหลมา ตามแรงด่า แรงเชียร์ ที่อาศัย “รสนิยม” ล้วนๆ เป็นพื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องอาศัยเหตุ อาศัยผล อาศัยข้อมูล ข้อเท็จจริงใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น...ไม่ว่าจะต้องรับบทเป็นพระเอก นางเอก เป็นตัวโกง ดาวร้าย ตัวตลก ตัวประกอบ ฯลฯ ต่างออกอาการเหมือนๆ กันไปทั้งนั้น คือแทบไม่ได้มีใครดีกว่าใคร เด่นกว่าใคร มีคุณลักษณะแห่งการสร้างสรรค์ รังสรรค์ แก่นสาระใหม่ๆ คุณประโยชน์ที่พอจะจับต้องได้ สัมผัสได้ หรือมีคำตอบ คำอธิบาย ถึงสิ่งที่สอดคล้อง เหมาะสม กับความเป็นไปของโลก หรือของสังคมไทยในอนาคตเบื้องหน้า ได้อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจนกันจริงๆ...

                                                                   --------------------------------------------------------

แต่ก็นั่นแหละ...ภายใต้ความเป็นไปของสถานการณ์ทำนองนี้ ก็คงไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่าขอบเขต ข้อจำกัด ของความเป็นจริงทางธรรมชาติ ที่วางกฎ วางเกณฑ์ เอาไว้ตั้งแต่ “ปฐมกาล” นั่นก็คือข้อเท็จจริงที่ถูกสรุปไว้แบบสั้นๆ ง่ายๆว่า “ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเป็นไป” หรือกฎอิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ด้วยเหตุนี้...แม้ยังไม่อาจรู้ได้ชัดเจนว่าสิ่งที่กำลังจะมาถึงคือใคร? คืออะไร?? หรือเป็นไปในแบบไหนต่อแบบไหนกันแน่ แต่ก็น่าจะพอสรุปได้คร่าวๆ ประมาณว่า ยิ่งทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งเสื่อมๆ โทรมๆ ยิ่งมืดมิดยิ่งขึ้นไปเท่าไหร่ นั่นย่อมน่าจะหมายถึง “แสงสว่าง” ยิ่งอยู่ใกล้ๆ หรือยิ่งกำลังใกล้จะมาถึง ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น...

                                                                    ----------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Ruth E. Renkel”... “Never fear shadows. They simply mean there’s a light shining somewhere nearby. - อย่ากลัวเงา!!!...เพราะเงาหมายความว่า ยังมีแสงสว่างส่องอยู่ใกล้ๆ ซักแห่งหนึ่ง...”

                                                                    ---------------------------------------------------

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยุ่ง...ตายห่า!!!

ฮื่ออ์อ์อ์...ท่าทางมันชักจะยุ่ง!!! คือหนักไปทาง จบกันแบบไม่จบ อะไรประมาณนั้น สำหรับปัญหาง่องๆ แง่งๆ

ได้-ไม่คุ้มเสีย!!!

ช่วงที่กำลังนั่งปั่นต้นฉบับชิ้นนี้...ก็ตกราวๆ ช่วงประมาณตีสี่-ตีห้า ของเช้าวันอาทิตย์ที่ 16 ม.ค. หรือช่วงที่บรรดาทวยไทย ปวงชนชาวไทยทั้งหลาย