จับตา 'โอไมครอน'

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มทยอยฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเดินหน้าผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาล การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีเริ่มมีสีสันมากขึ้น ขณะที่การเร่งกระจายวัคซีนให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยทำให้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สะท้อนจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ต.ค.2564 ที่่ “ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” ยืนยันว่าปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า

โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด และการฉีดวัคซีนที่มีความคืบหน้าต่อเนื่อง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม รายได้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทยอยฟื้นตัว ประกอบกับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนได้อย่างต่อเนื่อง

สอดคล้องกับ “กระทรวงการคลัง” ที่มองภาพเศรษฐกิจไทยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาว่ามีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้นด้วยเช่นกัน

ขณะที่ “ศูนย์พยากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” ได้ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2564 จะขยายตัวได้ภายใต้กรอบ 2-3% เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์มีส่วนช่วยสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยและช่วยให้ภาคธุรกิจฟื้นตัว ขณะเดียวกันสถานการณ์หลังเปิดประเทศก็ยังไม่เห็นภาพการระบาดที่รุนแรงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ สะท้อนว่ารัฐบาลยังดูแลและป้องกันสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี

หลายเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจเริ่มตอบรับกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ภาพการจับจ่ายใช้สอย การดำเนินธุรกิจ การเดินทางท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ หลายส่วนยังคาดหวังว่ารัฐบาลจะยังสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ไว้ได้ ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้

แต่ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาก็มีข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” เกิดขึ้น ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับทั่วโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้โอไมครอนเป็นสายพันธุ์โควิด-19 ที่น่ากังวล โดยมีการตรวจพบครั้งแรกในสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และมีรายงานพบผู้ติดเชื้อที่เป็นผู้เดินทางจากภูมิภาคแอฟริกาใต้เข้าบอตสวานาและฮ่องกง ขณะที่ทางการของหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี สาธารณรัฐเช็ก รวมถึงออสเตรเลีย มีการยืนยันว่าตรวจพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนในประเทศแล้ว และล่าสุดที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ก็พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวแล้วเช่นกัน

แม้หลายฝ่ายจะยังไม่สามารถประเมินผลกระทบ และความรุนแรงที่ชัดเจนของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนได้ในขณะนี้ แต่หลายประเทศก็ได้มีการประกาศมาตรการ “จำกัดการเดินทาง” จากภูมิภาคแอฟริกาใต้ทันที เพื่อป้องกันการการแพร่กระจายของเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว รวมถึงบางประเทศที่ประกาศ “ปิดประเทศ” อีกครั้ง

ขณะที่ประเทศไทย ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2564 ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้ใช้วิธีตรวจเชื้อโควิด-19 แบบ RT-PCR กับผู้เดินทางเข้าประเทศเหมือนเดิม ซึ่งทางปฏิบัติยังใช้วิธีนี้อยู่ ส่วนมติศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ให้ใช้การตรวจแบบ ATK แทน RT-PCR จะไม่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาด พร้อมทั้งจะมีการตรวจอย่างเข้มข้นมากขึ้น ทั้งทางอากาศ ช่องทางธรรมชาติ ทางบก และทางเรือ โดยเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งการหน่วยงานความมั่นคงจะต้องจัดการอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งคาดโทษกรณีมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีการเข้าประเทศแบบผิดกฎหมายด้วย โดยหากท้ายที่สุดมีการตรวจพบคนติดเชื้อโอไมครอนก็ต้องรายงาน พล.อ.ประยุทธ์ ทันที ส่วนการตัดสินใจว่าจะมีการ “ล็อกดาวน์” หรือไม่นั้น เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี!!.

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"

กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก

โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว

เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?

เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”

หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย

เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง