สเปซเทคโนโลยี ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทย

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการดำเนินชีวิตและธุรกิจ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจไปทั่วโลก ผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอุตสาหกรรมทางอวกาศที่เติบโตอย่างมาก จนมีการคาดการณ์การเติบโตของธุรกิจทางด้านอุตสาหกรรมอวกาศและอากาศยานว่าจะสามารถเติบโตไปถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2040

ซึ่ง พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า เทคโนโลยีอวกาศ หรือ Space Technology เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของโลกอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอวกาศมาเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ซึ่งประเทศไทยมีการใช้แผนที่ดาวเทียมในการประเมินสถานการณ์น้ำท่วม หรือตรวจจับไฟป่า

ขณะที่ในหลายประเทศทั่วโลกมีการพัฒนา Space Technology และนำมาใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลายมากขึ้น เช่น การใช้ข้อมูลระยะไกลจากดาวเทียมเพื่อวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ระบบนำทางจากดาวเทียมกับเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับสำหรับใช้ในเชิงพาณิชย์ การนำข้อมูลดาวเทียมมาใช้ในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งทางอวกาศเป็นการท่องเที่ยวในอวกาศได้

ขณะที่ อภินันทร์ สู่ประเสริฐ นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวว่า Space Technology ที่ก้าวหน้า ช่วยตอบโจทย์ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ บรรเทาผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และมีบทบาทในการช่วยภาคธุรกิจในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างความโปร่งใสด้านข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

สำหรับในประเทศไทย Space Technology จะเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจเกษตร ธุรกิจขนส่ง และธุรกิจก่อสร้าง โดยในภาคเกษตร การใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม จะช่วยลดผลกระทบต่อผลผลิตข้าวจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ราว 2,354 ล้านบาทต่อปี

สำหรับภาคขนส่ง การใช้เทคโนโลยีระบบนำทางจากดาวเทียมจะลดความเสียหายของผลผลิตระหว่างการขนส่งสินค้าส่งออกในกลุ่มผักและผลไม้ได้ราว 3,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ภาคก่อสร้างสามารถนำเทคโนโลยีการสำรวจข้อมูลระยะไกลมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีโดรน เพื่อทำการสำรวจและปรับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพก่อนดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งช่วยให้ต้นทุนการก่อสร้างลดลงราว 10-20%

ด้าน ปราโมทย์ วัฒนานุสาร นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวว่า หากต้องการให้ภาคธุรกิจในประเทศไทยใช้ประโยชน์จาก Space Technology ได้อย่างเต็มที่ ภาครัฐต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้ถึงประโยชน์ของเทคโนโลยี และสนับสนุนภาคธุรกิจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้าน Space Technology ได้แก่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และธุรกิจสตาร์ทอัปที่มีความเชี่ยวชาญ

ต้องยอมรับว่า เรื่อง Space Technology เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และไทยเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมากกว่าเป็นผู้นำในการลงทุน แต่ภาครัฐต้องมีบทบาทสำคัญในการลงทุนเทคโนโลยีด้านนี้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานตามมา และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

โดย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากประเทศไทยมีเป้าหมายจะยกระดับไปสู่ประเทศที่มีความก้าวหน้าทาง Space Technology ในระดับกลาง ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปีจากนี้ หรือลงทุนเฉลี่ยปีละ 20,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กระแสดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจประยุกต์ใช้สเปซเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ได้แก่ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิต 

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวและเรียนรู้ที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน.

 

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ลุยบูสต์ตลาดนทท.จีนเต็มสูบ

จากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่สงขลา ทำให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าฟื้นฟูและกระตุ้นการท่องเที่ยวในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568

ฝากการบ้านรัฐบาล

โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69

การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น

ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’

ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%

ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”

‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์