เห็นข่าวเล็กๆ ที่บอกว่า มหิดลกำลังพัฒนาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจจับคำพูดหยาบภาษาไทยในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อหาทางออกจาก "มุมมืดของสื่อสังคมออนไลน์" ก็ให้รู้สึกยินดีปรีดาและสบายใจขึ้นมานิดหน่อย แม้ว่ากระบวนการดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม
ก่อนหน้านี้ มนุษย์ป้านึกว่าตัวเองเป็นพวกล้าหลัง ไดโนเสาร์รุ่นสุดท้ายเสียอีก กับความรู้สึกที่ว่า เปิดทีวีไปที่ช่องไหน ทำไมมีแต่พิธีกรพูดจามึงๆ กูๆ โดยไม่แยแสเลยว่า ท่ามกลางสื่อสาธารณะนั้น สมควรแล้วหรือที่จะนำภาษายุคพ่อขุนรามมาใช้เหมือนเป็นกำลังคุยอยู่กับเพื่อนสองต่อสอง
ตามเนื้อข่าวระบุว่า มีข้อมูลจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กพูดจาหยาบคาย ส่วนหนึ่งเกิดจาก "พฤติกรรมเลียนแบบจากสื่อต่างๆ" ซึ่งสื่อสารด้วย "คำพูดหยาบคาย" กันจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ
แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ การปล่อยปละละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กตั้งแต่ชั้นอนุบาล ที่มักจดจำและเลียนแบบจากบุคคลหรือสิ่งรอบตัวจนเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาทางบุคลิกภาพ จากการชอบพูดคำหยาบคาย และก้าวร้าวรุนแรงจนเป็นนิสัย
เท่ากับเป็นการตอกย้ำสนับสนุนว่า มนุษย์ป้าไม่ได้คิดเองคนเดียว หรือมีอคติกับบรรดาพิธีกรหรือนักจัดรายการบนแพลตฟอร์มต่างๆ ว่า ไร้ซึ่งจิตสำนึกที่พึงต้องมีกับมวลชนอย่างมาก
มนุษย์ป้าไม่ว่าอะไรหรอกนะ ที่จะนั่งรถไฟฟ้ากันแล้วก็ด่าข้ามหัวคนนั่งด้วยภาษาไอ้เอี้ยไอ้สัส หรือใช้สรรพนามมึงกูกับเพื่อนๆ แต่มันไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน ที่จะเอาภาษาแบบนั้น มาใช้ออกหน้าจอทีวี หรือช่องสื่อสาธารณะต่างๆ ที่หวังจะสื่อออกไปยังสาธารณชนหรือคนหมู่มาก
อย่าปล่อยให้เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติดีกว่า ซึ่่งทุกคนสามารถทำได้ดีกว่า AI แน่นอนค่ะ หากเราไม่เปิดพื้นที่ให้คนพูดหยาบคายแจ้งเกิด..จริงไหมคะ.
'ป้าเอง'
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มาขยับร่างกายกันดีกว่า
โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน
มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต
เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด
กตัญญู..มองผ่านซีรีส์
ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ
น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?
ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ
โลกมันก็เป็นแบบนี้!!
เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”
เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"
“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”



