ชัดเจนกับการคุ้มครองผู้บริโภค

การคุ้มครองผู้บริโภคนั้นไม่ใช่เพียงมีแค่เครื่องหมายหรือตราสัญลักษณ์เท่านั้น เนื่องจากการออกเครื่องหมายก็ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าจะสามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากทุกกิจกรรมการใช้ชีวิตของคนในสังคมจำเป็นจะต้องยุ่งเกี่ยวกับสินค้า-บริการที่อาจจะยังไม่มีคุณภาพ และการดูแลหรือควบคุมนั้นก็ยังเข้าถึงไม่มากพอ

ไม่ใช่ว่าไม่จำเป็นต้องมีเครื่องหมายคุ้มครอง เพราะการมีเครื่องหมายต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันถึงความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้อย่างดี แต่การมีเครือข่าย รวมถึงการลงไปให้ความรู้ที่เข้าถึงกับกลุ่มประชาชนได้ตัวต่อตัวก็เป็นเรื่องที่จำเป็น และส่งผลดี เช่นเดียวกับที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ.ได้ดำเนินการไปช่วงก่อนหน้านี้

โดยเป็นหนึ่งกิจกรรม “สมอ.สัญจร” ที่เป็นการบูรณาการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการมาตรฐานของ สมอ. ลงสู่พื้นที่ภูมิภาค เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ผู้ผลิตชุมชน และร้านค้ารายย่อย รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีความรู้ด้านการมาตรฐาน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานและการดำเนินธุรกิจของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสำเร็จให้ภาคธุรกิจ ควบคู่กับการดูแลประชาชน สิ่งแวดล้อม และการกระจายรายได้ให้กับประชาชน

โดยในปีงบประมาณ 2566 สมอ.ได้จัดกิจกรรม สมอ.สัญจร มาแล้วจำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา และพิษณุโลก โดยมีเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ร้านจำหน่าย และผู้ผลิตชุมชนได้รับความรู้ด้านการมาตรฐานกว่า 1,300 คน และล่าสุดมีครั้งที่ 4 ของปีงบประมาณนี้ สมอ.เลือกจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ของภาคใต้ มีสถานประกอบการได้รับใบอนุญาต มอก. จำนวน 63 ราย ในหลากหลายสาขาอุตสาหกรรม

เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์คอนกรีต บริภัณฑ์ส่องสว่าง ถุงมือยางทางการแพทย์ และถุงยางอนามัย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) จำนวน 39 ราย ผู้ผลิตชุมชนได้รับการรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จำนวน 105 ราย โดยกิจกรรม สมอ.สัญจร ครั้งนี้ สมอ.บูรณาการกิจกรรมหลายๆ ด้าน ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทภารกิจการดำเนินงานด้านการมาตรฐานของ สมอ. ได้แก่

1.เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้า และการให้บริการที่ได้มาตรฐานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักษ์สมุนไพร และสวนลุงสงค์ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) จาก สมอ. 2.พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การส่งเสริมผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยให้จำหน่ายสินค้ามาตรฐาน มอก. เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ระหว่าง สมอ.กับเทศบาลเมืองดอนสัก เทศบาลตำบลพุมเรียง และเทศบาลตำบลบ้านนา ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลตลาดในพื้นที่ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือในการจำหน่ายสินค้าที่เป็นไปตามมาตรฐาน และถูกต้องตามกฎหมาย

3.การสัมมนาให้ความรู้ด้านการมาตรฐานและการจำหน่ายสินค้า มอก. ที่ผู้กำกับดูแลตลาดผู้ประกอบการตลาดและร้านจำหน่ายต้องรู้ แก่เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร้านค้ารายย่อย และร้านจำหน่าย ให้สามารถนำความรู้ไปเผยแพร่สู่ชุมชนและนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.การสัมมนาเรื่อง “มอก. : ทางเลือกสู่ “ทางรอด” ในการดำเนินธุรกิจ” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการกลุ่มผลิตภัณฑ์คอนกรีตและปูนซีเมนต์ มีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลักดันให้อุตสาหกรรมในพื้นที่เลือกใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกแทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในกระบวนการผลิต เพื่อช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนต่อไป

และ 5.การสัมมนา เรื่อง “มผช. สร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมมูลค่าเกษตรแปรรูป” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสมุนไพร ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์ ข้อกำหนดตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน นอกจากนี้ยังจัดให้มีพิธีมอบใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนแก่ผู้ผลิตชุมชน จำนวน 10 ราย และพิธีมอบใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวน 13 ราย

ซึ่งจากกิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างกำลังใจให้กับคนทำงาน รวมถึงให้ความรู้กับประชาชน ถือเป็นหนึ่งในแผนการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก.

 

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฝากการบ้านรัฐบาล

โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69

การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น

ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’

ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%

ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”

‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ปี69อุตฯยานยนต์ยังเหนื่อย

ในช่วง 2-3 ปีนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ไฟฟ้ามากขึ้นและเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีความผันผวนจากปัจจัยท้าทายรอบด้าน