จับตาความท้าทายศก.ปี65

หลายหน่วยงานได้มีการปรับคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ส่วนใหญ่ดีขึ้นจากคาดการณ์เดิม หลังจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ได้ทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง มีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลายๆ ปัจจัยช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมามีชีวิตชีวามากขึ้น ทำให้หลายฝ่ายต่างมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าไตรมาส 3/2564 ที่ขยายตัวติดลบ 3% หลังจากเจอสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 กดดันอย่างหนัก

โดย “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.การคลังได้ออกมาระบุว่า ปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อย่างน้อย 1% หลังรัฐบาลได้เดินหน้านโยบายเปิดประเทศ

ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายแบบคู่ขนานระหว่างการดูแลด้านสาธารณสุขและสร้างความสมดุลในการดูแลด้านเศรษฐกิจไปด้วยกัน ขณะเดียวกันการส่งออกที่จะยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 คาดว่าส่งออกของไทยจะเติบโตได้ถึง 17% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี ส่วนมาตรการภาครัฐในการเยียวยาและบรรเทาภาระของประชาชนจากผลกระทบของโควิด-19 ผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกัน เราชนะ รวมถึงโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างช้อปดีมีคืน คนละครึ่ง และยิ่งใช้ยิ่งได้นั้น ก็ช่วยให้การใช้จ่ายของประชาชนยังขยายตัวได้ แม้จะไม่เต็มร้อยก็ตาม ส่วนปี 2565 กระทรวงการคลังมองว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวได้ถึง 4%

ทั้งนี้ ในปี 2565 แม้หลายฝ่ายประเมินว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มคลี่คลายลง และเศรษฐกิจจะเดินเข้าสู่ช่วงของการฟื้นตัว แต่ก็จะยังมีอีกหลายปัจจัยให้ต้องติดตาม เพราะอาจมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้ โดย ttb analytics ได้ออกมาชี้ให้เห็นถึง 3 ปัจจัยท้าทายสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจการเงินไทยที่ต้องเร่งรับมือ

โดย ttb analytics ระบุว่า ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวต่อเนื่องตามการส่งออกสินค้าและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีแนวโน้มคลี่คลาย โดยมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการเปิดประเทศที่เป็นไปตามแผน และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทิศทางเพิ่มขึ้น แม้จะมีความเสี่ยงจากโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนก็ตาม ซึ่ง ttb analytics ประเมินว่า ปัจจัยบวกเหล่านี้จะส่งผลดีไปยังโมเมนตัมเศรษฐกิจปี 2565 ให้ฟื้นตัวดีอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นกรณีที่เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญจนต้องเข้าสู่ภาวะล็อกดาวน์อีกครั้ง

ส่วนความท้าทายด้านเศรษฐกิจการเงินในปี 2565 ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวให้ทัน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจระยะยาวให้ได้หลังยุคโควิด-19 แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1.จุดอ่อนของภาคเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากความผันผวนของต้นทุนด้านอุปทานที่จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อไทยมากขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนนำเข้าจากต่างประเทศ, ปัญหาโครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กระจุกตัวอยู่ในบางประเทศมีอัตราสูง โดยเฉพาะจีนและกลุ่มอาเซียน ทำให้รายได้ภาคการท่องเที่ยวเผชิญกับความอ่อนไหวเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

2.ความท้าทายจากการปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายในระดับโลก จากการเปิดกว้างทางการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง โดยเฉพาะในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีนและอินเดีย และแนวนโยบายร่วมกันลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะมีผลให้ภาคธุรกิจและภาครัฐประเทศต่างๆ ต้องแสวงหาเทคโนโลยี นวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนพลังงานสะอาด พร้อมออกนโยบายสนับสนุนวิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากธุรกิจและนโยบายประเทศใดปรับตัวสอดรับไม่ทันอาจต้องเผชิญการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนได้

และ 3.ความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทั้งการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) การซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น โดยปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์การทำงานและประชุมผ่านระบบออนไลน์จากบ้านมากขึ้น อีกทั้งยังขยายฐานจำนวนผู้คนที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาซื้อสินค้าและบริการบนระบบออนไลน์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญและโอกาสของธุรกิจใหม่นับจากนี้เป็นต้นไป.

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน