"ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด" เดือดต้อนรับปี 67 หลังสื่อดัง “หนุ่มเมืองจันท์” ออกมาตั้งข้อสังเกตชวนคิด ถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ด้วยการจั่วหัวโพสต์ "แบงก์กำไรสูงสุด 2.2 แสนล้าน อานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น-BBL แชมป์" โดยเห็นพาดหัวข่าวของ "ประชาชาติธุรกิจ" วันนี้แล้วอึ้งเลยครับ ผมไม่รู้ว่า “แบงก์ชาติ” จะรู้สึกตงิดอะไรในใจบ้างไหม"
ภายหลังโพสต์ดังกล่าวออกมาปรากฏว่า คนพรรคเพื่อไทยออกมาขานรับกันเป็นทิวแถว แม้แต่นายกฯ และ รมว.คลัง “เศรษฐา ทวีสิน” ยังต้องออกมาแสดงความเห็นว่า จากการที่แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยทั้งๆ ที่เงินเฟ้อติดลบติดต่อกันหลายๆ เดือนนั้น ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเลย และยังมีผลกระทบต่อประชาชนที่มีรายได้น้อย และ SME อีกด้วย
“ผมจึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูราคาสินค้าเกษตรบางชนิดให้เหมาะสม เพราะอาจจะต่ำไปก็ได้ และหวังว่าแบงก์ชาติจะช่วยดูแลประชาชน ไม่ขึ้นดอกเบี้ยสวนทางกับเงินเฟ้อนะครับ”
แต่ที่ดุเดือดคือ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โพสต์ว่า “ธุรกิจที่การแข่งขันต่ำ รวมหัวกัน "ทำกำไรสูง" บนความวินาศของลูกค้า... ถือว่าน่ารังเกียจนัก และที่น่าตำหนิที่สุดคือ "ผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง" ที่ (ไม่) กำกับดูแล”
ไม่นับบรรดาคนเพื่อไทยออกมาขานรับข้อเขียนของหนุ่มเมืองจันท์ผ่านโลกโซเชียล พร้อมตั้งคำถามว่า มีแบงก์ชาติไว้ทำไม... อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองวิเคราะห์กันว่า การออกมาเคลื่อนไหว เพราะก่อนหน้าคนแบงก์ชาติเคยออกมาแสดงท่าทีเกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่
จึงต้องดูว่าหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ชาติ หรือธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะออกมาชี้แจงประเด็นนี้อย่างไรหรือไม่ เพราะเรื่องนี้มันก็แทงใจประชาชนอยู่เหมือนกัน เพราะหากเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ ต่างกันราวกับฟ้ากับเหว ไม่นับดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่มีอัตราสูงลิบลิ่วมากถึงร้อยละ 16
เมื่อพูดถึงแบงก์ชาติก็อดสงสัยไม่ได้ว่า นอกจากมีหน้าที่บริหารจัดการให้ระบบเศรษฐกิจ การเงินของประเทศดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและมีเสถียรภาพและยั่งยืน สิ่งที่อยากรู้ ผู้บริหารระดับสูงสุดมีรายได้มากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2566 สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ "ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ" กรณีดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี
โดยนายเศรษฐพุฒิและนางวีรวรรณ คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 254,799,325 บาท มีหนี้สิน 15,225,600 บาท แบ่งเป็นทรัพย์สินของนายเศรษฐพุฒิ 179,149,133 บาท ได้แก่ เงินสดทั้งเงินไทยและเงินตราต่างประเทศรวม 488,228 บาท เงินฝาก 15 บัญชี 49,129,873 บาท ในจำนวนนี้มีฝากที่ Morgan Stanley, USA 115,420 บาท และที่ UOB Singapore 6,202,724 บาท เงินลงทุนหน่วยลงทุนในกองทุนทั้งในและต่างประเทศ 76,242,435 บาท ที่ดินมรดก 2 แปลงในเขตคลองตันเหนือ และบึงกุ่ม กทม. รวม 31.9 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3 ล้านบาท ยานพาหนะ 150,000 บาท สิทธิและสัมปทานเป็นประกันชีวิตและเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวม 17,332,596 บาท
มีทรัพย์สินอื่น 906,000 บาท อาทิ นาฬิกา 3 เรือน สร้อยคอทองคำ 2 เส้น พระสมเด็จ 2 องค์ และพระอื่นๆ 3 องค์ ซึ่งระบุไม่ทราบมูลค่า แหวนสามกษัตริย์ 1 วง เหรียญทองคำในประเทศและต่างประเทศ และมีหนี้สินเป็นเงินกู้ธนาคาร UOB Singapore เมื่อ 3 ต.ค.2562 โดยยังมียอดหนี้เหลือเต็มจำนวน 15,225,600 บาท
ที่น่าสนใจ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยังแจ้งมีรายได้ต่อปีประมาณ 20,803,148 บาท แบ่งเป็นจากเงินเดือน 13,338,859 บาท เบี้ยประชุม 4.72 ล้านบาท บำนาญ 2,344,288 บาท ดอกเบี้ยเงินฝาก 300,000 บาท เงินปันผล 100,000 บาท และมีรายจ่ายต่อปีประมาณ 5,750,000 บาท โดยเป็นค่าอุปโภคบริโภค 2.4 ล้านบาท ค่าเบี้ยประกัน 200,000 บาท ค่าอุปการะบิดามารดา 2 ล้านบาท ค่าท่องเที่ยว 750,000 บาท เงินบริจาค 4 แสนบาท
ขณะที่นายกรัฐมนตรี ได้รับเงินเดือน 75,590 บาท และเงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท รวม 125,590 บาท ต่อเดือน หรือปีละ 1,507,080 บาท.
ช่างสงสัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
"อนุทิน 2" ยังไม่สะเด็ดน้ำ! ตัวเลข สส.ระบบเขต บวกกับปาร์ตี้ลิสต์ คร่าวๆ ณ วันนี้ ภูมิใจไทย 193 ประชาชน 118 เพื่อไทย 74 กล้าธรรม 58 ประชาธิปัตย์ 22 ไทรวมพลัง 6 ประชาชาติ 5 พลังประชารัฐ 5 เศรษฐกิจ 3 รวมไทยสร้างชาติ 2 เพื่อชาติไทย 2 ไทยสร้างไทย 2 รวมใจไทย 2 ใหม่ 1 ไทยทรัพย์ทวี 1 ประชาธิปไตยใหม่ 1 มิติใหม่ 1 ไทยภักดี 1 รวมพลังประชาชน 1 เสรีรวมไทย 1 ทางเลือกใหม่ 1 โอกาสใหม่ 1
บันทึกหน้า 4
“ตรุษจีนปีม้า” 17 กุมภาพันธ์นี้ ก็หวังว่าประเทศไทยคงได้เฉลิมฉลองอย่างสนุก เพราะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ ควงคู่ศรีภรรยา “ธนนนท์ นิรามิษ” ไปร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีนเมื่อวันพุธที่ 11 ก.พ.2569
บันทึกหน้า 4
ผลการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชนะอันดับหนึ่งแบบถล่มทลาย ได้ 193 เสียง พรรคประชาชน (ปชน.) 118 พรรคเพื่อไทย (พท.) 74 พรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 22 เซียนการเมือง
บันทึกหน้า 4
เรียกได้ว่า หักปากกาเซียน กันทั้งประเทศ สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่พรรคน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ผงาดขึ้นมาแบบเหนือความคาดหมาย กวาดคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งอย่างขาดลอย ด้วยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการถึง 194 เสียง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ตามมาเป็นอันดับสอง 116 เสียง และพรรคเพื่อไทยที่ได้เพียง 76 เสียง
บันทึกหน้า 4
บันทึกไว้ให้ช่วยกันจดจำว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นตามกระบวนการยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยปกติ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจหรือรัฐประหารหรือมีการฉีกรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
ใกล้ปิดฉาก "เลือกตั้ง 2569" เริ่มต้นชะตาบ้านเมืองรอบใหม่ วันอาทิตย์นี้ตัดสินสีไหนจะเข้าวิน ระหว่างน้ำเงินภายใต้การนำของ "นายกฯ หนู" อนุทิน ชาญวีรกูล" กับส้ม ของ "หัวหน้าเท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ


