
ยังคงอลหม่าน สำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) หลังจากมี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ.วิสามัญแลนด์บริดจ์ ลาออก หลังจากได้ทักท้วงถึงความไม่สมบูรณ์ของรายงาน เนื่องจากมองว่าประธาน กมธ.พยายามเร่งรัดปิดการประชุมเพื่อให้มีการลงมติผลการศึกษา ทั้งที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไม่สามารถชี้แจงข้อมูลได้ชัดเจน
ต่อมา นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) มองเรื่องนี้ว่าเป็นสิทธิ์ของ สส.พรรคก้าวไกล และสิทธิ์ของ สส.ทุกพรรคที่อยู่ใน กมธ. ในการที่จะทำงานต่อหรือลาออก แต่ตั้งข้อสังเกตว่าหากเราไม่มองเรื่องการเมือง
เอาประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง มีอะไรก็สามารถเสนอได้ และการดำเนินการทุกอย่างใน กมธ.คงไม่เป็นเรื่องของการทำตามใจใคร หรือไม่ตามใจใคร ทุกครั้งที่มีความเห็นแตกต่างหรือขัดแย้งกัน กมธ.พร้อมรับฟังอยู่แล้ว
มองว่าแม้การลาออกจากกรรมาธิการจะเป็นสิทธิ์ แต่ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามเหมือนกัน อาจทำให้ประชาชนเสียโอกาสหรือไม่ เพราะเรื่องแลนด์บริดจ์หากยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เขาก็อยากเห็นโครงการนี้ อีกทั้งโครงการดังกล่าวเป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาลในการที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องคมนาคมขนส่งเพื่อเสริมศักยภาพจุดแข็งของประเทศ
ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ในฐานะกำกับดูแลหน่วยงาน สนข. ยืนยันจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์เต็มที่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ถึงข้อกังวลและข้อสังเกตในด้านต่างๆ โดยเมื่อรับฟังความเห็นแล้วหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะนำข้อมูลดังกล่าวไปพิจารณาถึงแนวทางการดำเนินการ รวมถึงหากมีปัญหาในจุดใดจะหาแนวทางแก้ไข
เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความพึงพอใจ และเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายในระดับสูงสุด ส่วนกรณีที่มีผู้ออกมาวิจารณ์เชิงคัดค้านนั้น จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ พบว่า 99% ต้องการให้โครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์โดยรวมของพื้นที่ภาคใต้ และเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทย
ด้าน นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงคมนาคม กล่าวเสริมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ว่าเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจโซนภาคใต้ของประเทศไทย ที่สามารถเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรอินโดจีน จึงมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ และได้รับผลประโยชน์ด้านการขนส่งสินค้าของช่องแคบมะละกาที่ในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จะเห็นได้ว่าในช่วงรัฐบาลยุคที่ผ่านมา โซนภาคใต้ของประเทศไทยยังไม่ได้มีการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลยุคปัจจุบันนั้นจะเป็นการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ที่มีความเหมาะสมทั้งพื้นที่ภูมิศาสตร์ จำนวนประชากร และจำนวนแรงงาน และหากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจะสามารถสร้าง S-Curve ของอุตสาหกรรมขึ้นมาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะที่ความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์นั้นยังคงต้องรอข้อสรุปจากผลการศึกษาวิจัยให้แล้วเสร็จ จึงจะมีการส่งต่อไปยังภาครัฐเพื่อพิจารณาถึงแผนการลงทุนต่อไป โดยหากมีการลงทุนตามสมมุติฐาน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท เชื่อว่าภายใน 25 ปีจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนได้หลายเท่า ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ก็จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งรวมถึงการจ้างงานภายในประเทศ และการสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศในระดับสูงอีกด้วย
ส่วนกรณีที่มีนักวิชาการหลายฝ่ายออกมากล่าวถึงต้นทุนการเดินเรือ รวมถึงความแออัดของท่าเรือ โดยมองว่าขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ ซึ่งที่กล่าวมานั้นยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด และไม่สามารถระบุได้แบบตรงไปตรงมา เป็นเพียงการคาดเดาโดยการเปรียบเทียบช่วง 3 ปีก่อน จึงจำเป็นต้องรอผลสรุปเพื่อนำมาประเมินต่อไป ซึ่งหากต้นทุนสูงเกินไปผู้ประกอบจะเป็นผู้พิจารณาเองว่าจะเข้ามาใช้บริการหรือไม่ ส่วนฝั่งผู้ลงทุนในโครงการหากได้ข้อสรุปมาแล้วพบว่าต้นทุนสูง เชื่อว่าก็คงไม่มีผู้ใดเข้ามาลงทุน แต่คาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์.
กัลยา ยืนยง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?
ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"
กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก
โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง
สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว
เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?
เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”
หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย
ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย
เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก
ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง

