
อันที่จริง...ไม่ใช่แต่เฉพาะอภิมหาโคตรนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก อย่างดอกเตอร์ Gerald Crabtree ศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์และพัฒนาทางชีววิทยา แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้รู้ลึก-รู้จริง ผู้เชี่ยวชาญด้านยีนและดีเอ็นเอเท่านั้นที่อาศัยการค้นคว้า วิจัย ทดลอง หาข้อพิสูจน์มาเป็นปีๆ จนเกิดข้อสรุปที่ว่าบรรดามนุษย์ยุคนี้และยุคต่อๆ ไปในอนาคตเบื้องหน้า ย่อมมีแต่จะ โง่ลงๆ อันทำให้รายงานการวิจัยที่มีชื่อว่า Our fragile intellect หรือ ความเปราะบางทางสติปัญญาของเรา ก่อให้เกิดความฮือฮามิใช่น้อยเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว หรือเมื่อช่วงปี ค.ศ.2013 ที่ผ่านมา...
คืออาจสรุปให้พอเห็นภาพแบบหยาบๆ ง่ายๆ ได้ประมาณว่า...ถ้าเราสามารถไปนำเอา ปุถุชนคนธรรมดา จากกรุงเอเธนส์ อาณาจักรกรีก เมื่อหลายต่อหลายพันปีที่แล้ว หรือตั้งแต่ยุคโสเกรติส ยุคเพลโต อะไรทำนองนั้น เดินทางโดย ไทม์แมชชีน
ข้ามกาลเวลามาใช้ชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน ปุถุชนคนธรรมดาที่ว่านั้น...ก็จะมีสถานะไม่ต่างอะไรไปจาก อัจฉริยะ โดยฉับพลัน-ทันที!!! ด้วยเหตุเพราะความเหนือกว่าในทางสติ-ปัญญา ความมั่นคงทางอารมณ์ หรือขีดความสามารถในการเข้าถึง-เข้าใจ อะไรต่อมิอะไรได้มากกว่าปุถุชนคนธรรมดาในยุคนี้ไม่รู้จะกี่ร้อยกี่พันเท่า อันเนื่องมาจากหลักฐาน ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ลึกลงไปถึงยีน ถึงดีเอ็นเอ เอาเลยถึงขั้นนั้น...
แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว...บรรดาผู้คนในยุคโบร่ำ-โบราณ แม้จะไม่มีหลักฐาน ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีจำนวนมิใช่น้อยที่มี ความเชื่อ คล้ายๆ กัน ว่าด้วยความเป็นไปของโลกน่าจะหนักไปในทาง เสื่อมลงๆ ยิ่งเข้าไปทุกที ย่อมทำให้ความคิด ความอ่าน สติ-ปัญญา และอารมณ์-ความรู้สึกต่างๆ มีแต่ต้องเสื่อมลงๆ หรือโง่ลงๆ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ แม้แต่บรรดาผู้คนใน สังคมไทย ของหมู่เฮาทั้งหลาย ก็เคยป่าวประกาศถึงความเชื่อเหล่านี้ไว้ชัดเจน เช่นใน ศิลาจารึกนครชุม ยุคกรุงสุโขทัย ที่ระบุไว้ว่า “ผิมีคนถามถึงศาสนาพระเป็นเจ้า (พุทธศาสนา) ว่ายังเท่าใดจักสิ้น ให้แก้ดังนี้ว่า นับจากมีอันสถาปนาพระมหาธาตุนี้ (วัดนครชุม) เมื่อหน้าได้สามพันเก้าสิบสามปี จักสิ้นศาสนาพระเป็นเจ้าอันหนึ่งโสดฯ” และเมื่อถึงจังหวะนั้น บรรดาผู้คนในยุคนั้น “จักหาคนที่รู้แท้ (พระไตรปิฎก) มิได้เลย” หรือเหลือแต่ “อันฝูงชีจักทรงผ้าจีวรหามิได้เลย เท่ายังผ้าเหลืองน้อยเหน็บหู” หรือ “แลแต่นั้นเมื่อหน้าฝูงคนอันจักรู้บุญ-รู้ธรรมหามิได้เลย ย่อมจักกระทำบาปกรรมแลจักเอาตนไปเกิดในนรก” ฯลฯลฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น...
ไม่ใช่แต่เฉพาะ ศาสนา แม้แต่กฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ อันถูกต้อง-ชอบธรรมเท่าที่เคยมีมา ยังมิวายเลอะเทอะ เลื่อนเปื้อน จนต้องมีการจด จารึก เตือนความจำเอาไว้ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 1900 โน่นเลย หรือในตำรับ-ตำราตุลาการที่มีชื่อเรียกขานว่า หลักไชย ไว้ถึงขั้นว่า... “บุคคลในแผ่นดินนี้สืบไปเมื่อหน้า จักมีปัญญาอันน้อย จะว่าราชการก็ดี จะพิจารณาความก็ดี จะมีปัญญาอันน้อย” ด้วยเหตุนี้... “แลนักปราชญ์ราชบัณฑิตจึงแต่งเป็นกระทงความ ไว้เป็นหลักความนามหลักไชย ไว้เพื่อจะให้เป็นประโยชน์เป็นปัจจัยแก่บุคคลอันมีปัญญาอันน้อย...” หรือด้วยเหตุเพราะผู้คนมีแต่โง่ลงๆ เสื่อมลงๆ นั่นเอง เลยต้องแต่งหนังสือ หลักไชย ไว้เป็นบรรทัดฐาน ให้ใช้ในการยึดถือ อ้างอิง เอาไว้ก่อนล่วงหน้า...
หรือพูดง่ายๆ ว่า...ไม่ว่าในแง่ วิทยาศาสตร์ หรือในแง่ ความเชื่อ ก็ตาม แนวโน้มที่ผู้คนจะโง่ลงๆ เสื่อมลงๆ ต้องถือเป็น ข้อเท็จจริง อันมีแต่ต้องยอมรับอย่างยากที่จะปฏิเสธต่อไปได้อีกเลย ปัญหา จึงมีอยู่ว่า ภายใต้ความโง่ลงๆ และเสื่อมลงๆ เช่นนี้ จะอาศัยอะไรมาเป็นตัวควบคุม ดูแล ปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม ของสังคม ให้เกิดสันติภาพ สันติธรรม เกิดการ อยู่ร่วมกันโดยสันติ ไม่ถึงกับต้องกระทบกระเทือน พังพินาศลงไป เพราะความโง่-ความเสื่อมที่ จะเป็นตัวกัดกร่อน ทำลายสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ระดับโครงสร้าง ระดับรากฐาน ไปจนระดับยอด???
จะอาศัยแค่ คำตอบ แบบหยายๆ ง่ายๆ หรืออาศัยสิ่งที่เคยดูสูงส่ง วิเศษวิเสโส อย่างที่เรียกๆ กันว่า ประชาธิปไตย ที่นับวันโอกาสผัวกิน-เมียหาย พ่อตาดม-แม่ยายฟื้น แทบเป็นไปไม่ได้ยิ่งเข้าไปทุกที เพราะอย่างที่นักคิด-นักปราชญ์บางรายเขาเคยเอ่ยไว้เป็นวาทะนั่นแหละว่า “ประชาธิปไตยก็คือการเลือกเผด็จการหลังจากพวกเขาได้บอกคุณในสิ่งที่คุณอยากได้ยินเสร็จเรียบร้อยแล้ว” (Democracy consists of choosing your dictators, after they’ve told you what you think it is you want to hear) ยิ่งต้องเจอกับพวก นักการเมือง ประเภทสามารถ โกหก ได้ชนิด 3 เวลาหลังอาหาร จนแทบไม่รู้ว่า...เอาเข้าจริงๆ แล้วเป็น ทายาทเขมร หรือเป็น ทวยไทย แบบเราๆ-ทั่นๆ กันแน่!!! อันนี้...ก็ยิ่งมีแต่ ตายกับตาย ลูกเดียวเท่านั้นเอง โอกาสที่ผู้คนจะโง่ลงๆ เสื่อมลงๆ ไปถึงระดับ 14 คน 14 ล้านเสียง หรืออาจมากยิ่งไปกว่านั้นในอนาคตเบื้องหน้า จะส่งผลให้ประเทศไทยแลนด์ แดนสยามของหมู่เฮาทั้งหลาย พังพินาศไปพร้อมๆ กับความเป็น ประชาธิป-ตาย หรือไม่? อย่างไร? คงต้องไปคิดๆ เอาเองก็แล้วกัน...
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า
สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่
ความรู้-คู่-คุณธรรม
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที
'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า
จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก
เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม
ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!
อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า
โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.
เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

