
ช่วงหลังๆ มานี้...ดูเหมือนว่า พวกเด็กๆ หรือพวกนักการเมืองรุ่นใหม่ รุ่นเจเนอเรชันเอ็กซ์ เจเนอเรชันวาย ทั้งหลาย ที่มีคะแนนนิยมระดับสูงล้ำเทียมเมฆ แต่ออกจะ ไร้ประสบการณ์ เรียกว่า...ถึงกวาดเก้าอี้ สส.เข้ามานับร้อยๆ ในแต่ละครั้ง แต่ก็ยังมิได้มีโอกาสเฉียดใกล้ความเป็นรัฐบาล ยังไม่ได้ถึงกับมีอำนาจ บทบาท อย่างที่ควรจะเป็น ต้องกลายเป็น นายกฯ ว่าว-นักการเมืองว่าว หรือเป็น ฝ่ายค้าน มาโดยตลอด เขาชักจะเริ่มเกิดอาการปั่นป่วน สับสน วุ่นวาย อยู่ภายในกลุ่มก้อนตัวเอง อยู่พอสมควร...
จะโดยสาเหตุเบื้องหน้า-เบื้องหลัง-เบื้องข้าง หรือเบื้องใดๆ ก็แล้วแต่ แต่เบื้องที่คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ก็น่าจะหนีไม่พ้นไปจาก ความเป็นเด็ก นั่นแล คือยังไม่ ตกผลึก ยังไม่ได้ยกระดับ พัฒนา สิ่งที่เรียกว่า วุฒิภาวะ ให้เกิดความสอดคล้อง กลมกลืน ไปกับ ความจริง หรือบรรดาข้อเท็จจริงทั้งหลาย ไม่ว่าในทางการเมือง หรือการใดๆ ก็แล้วแต่ มันเลยกลายเป็นส่วนหนึ่ง หรือส่วนสำคัญของ ความผิดพลาด แบบผู้ที่ยังมีอายุน้อยๆ แต่ดันต้องทำงานใหญ่ ระดับงานปฏิวัติบ้าน-ปฏิวัติเมือง อย่างที่ท่านรัฐบุรุษ ปรีดี พนมยงค์ ท่านเคยสรุปบทเรียน หรือจะเรียกว่า ถอดบทเรียน แบบที่คนยุคนี้ชอบใช้ก็แล้วแต่จะว่ากันไป ด้วยถ้อยคำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ออกจะลึกซึ้ง ถึงแก่น และคลาสสิกเอามากๆ นั่นคือ... “เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ-ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์...แต่ครั้นเมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์-ข้าพเจ้ากลับไม่มีอำนาจ!!!”
นี่...อันนี้ ถ้าหาก ฟังแล้วได้ยิน หรือฟังแล้วเก็บมาคิดแล้วคิดอีก คิดให้ถ้วนถี่ ครบถ้วน สมบูรณ์ ไม่ว่าในแง่มุมใดๆ ก็แล้วแต่ อาจถือเป็นสิ่งเตือนใจ เป็นอุทาหรณ์ สอนใจ ที่น่าจะหยิบเอามาใช้เป็น ประโยชน์ ต่อตัวเองได้ทุกเมื่อ หรือแม้แต่ทุกยุค ทุกสมัย เพราะบรรดา ความผิดพลาด ต่างๆ ที่เคยอุบัติขึ้นมาตลอดช่วงประวัติศาสตร์ ไม่ว่ายุคใด สมัยใดก็ตามที ของพวกมนุษย์มนาทั้งหลาย เอาไป-เอามาแล้ว...มันมักมีสาเหตุ มีที่มา จากการไม่ได้เข้าถึง-เข้าใจต่อสิ่งที่เรียกว่า ความจริง นั่นเอง โดยเฉพาะความจริงแบบประเภทจริงแท้-แน่นอน หรือที่เรียกว่า สัจธรรม ทั้งหลาย ที่สรุปรวบยอดเอาไว้แบบสั้นๆ-ง่ายๆ ว่า...อะไรเกิด อันนั้นย่อมต้องมีวันเสื่อมสลาย มีวันดับ มียศเสื่อมยศ มีลาภ เสื่อมลาภ ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้-แน่นอน จีรัง-ถาวร มีแต่ต้องเปลี่ยนไปตาม เหตุปัจจัย นั่นแหละเป็นสำคัญ...
การ เข้าถึง และ เข้าใจ ความจริงประเภทนี้นี่เอง...ที่มันจะช่วยให้เกิดอาการ ตกผลึก อย่างที่พูดเอาไว้ข้างต้น และยิ่งตกผลึกยิ่งขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้สิ่งที่เรียกว่า วุฒิภาวะ ของผู้นั้น เกิดการยกระดับ พัฒนา ไปเป็นขั้นๆ ชนิดถึงขั้นมีสิทธิ์ยกระดับไปสู่ ความจริงสูงสุด แบบที่เรียกว่า การรู้แจ้ง เอาเลยก็ยังได้ หรือแบบที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านระบุเอาไว้ถึงขั้นว่า สามารถเป็นอมตะ ไม่เกิด-ไม่ตาย ยืนยงคงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์กาล หรือที่เรียกๆ กันว่า บรรลุไปสู่ นิพพาน เอาเลยถึงขั้นนั้น แต่แม้จะยังไม่ไปไกลถึงระดับดังกล่าว...เพียงแค่ขั้นที่ยังต้องเวียน-ว่าย-ตาย-เกิด ในแต่ละช่วง แต่ละระยะ แต่ละยุค แต่ละสมัยก็ตาม การเจริญเติบโตของ วุฒิภาวะ ในแต่ละขั้น แต่ละระดับนั่นเอง ที่มันจะช่วยให้โอกาสที่จะเกิด ความผิดพลาด ยิ่งลดน้อยถอยลง ยิ่งเข้าไปเท่านั้น...
หรือมันพอจะช่วยให้ อำนาจ กับ ประสบการณ์ สามารถอุบัติขึ้นมาภายในช่วงเวลาเดียวกัน ได้อย่างสอดคล้อง กลมกลืน จนทำให้ผู้ที่เข้าถึง-เข้าใจ ความจริงแท้ เข้าใจใน สัจธรรม กลายเป็นผู้มีอำนาจ ทำให้ ธรรม คืออำนาจ ไม่ใช่อำนาจคือธรรม และนั่นเอง...ที่จะทำให้วิถีชีวิตของบุคคลนั้นๆ สอดคล้อง เลื่อนไหล ไปกับความจริงตามธรรมชาติ ไม่ต้องประสบกับ ความผิดพลาด ไม่ว่ายุค ไม่ว่าสมัย มันจะผันแปร เปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางใดๆ ก็ตาม ไม่ต้องปั่นป่วน วุ่นวาย สับสน ระส่ำระสายตามไปด้วย แม้จะต้องเข้าไปมีบทบาทในเรื่องใหญ่ เรื่องโต อย่างเรื่องบ้าน-เรื่องเมือง แต่ก็ยังสามารถเข้าไปมีส่วน เข้าไปสำแดงบทบาท เพื่อให้ชาติ-บ้านเมือง ดำเนินไปตาม ครรลอง-คลองธรรม ได้อย่างเป็นจริง-เป็นจัง...
แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าหากบรรดา พวกเด็กๆ ทั้งหลาย ยังไม่ได้สนใจที่จะเข้าถึง-เข้าใจ ความจริง ประเภทนี้ ยังคงหมกมุ่นอยู่กับเรื่อง การเมือง อันเป็นเรื่องที่มักจะเต็มไปด้วย มายาภาพ หรือแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ความจริง เอาเลยแม้แต่น้อย โอกาสที่จะเกิดการยกระดับ พัฒนา วุฒิภาวะ เกิดประสบการณ์อัน ตกผลึก มันคงยากที่จะเป็นไปได้ง่ายๆ การแสดงออกถึง ความเป็นเด็ก ด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง ด่าว่า ด่าทอ กันไปมา การแบ่งพวก แบ่งข้าง แบ่งฝ่าย ไปจนถึงการกล่าวหาผู้อื่นและยกย่องสรรเสริญ ตัวกูเอง จนนำไปสู่ความปั่นป่วน วุ่นวาย สับสน ระส่ำระสาย มันจึงอุบัติให้เห็น ชนิดยากจะเป็นที่พึ่ง-ที่หวังในเรื่องใหญ่ๆ โตๆ โดยเฉพาะเรื่องชาติ-บ้านเมือง ซึ่งจำเป็นเอามากๆ ที่ต้องอาศัย ประสบการณ์ ควบคู่ไปกับ อำนาจ มันถึงจะก่อให้เกิด ความถูกต้อง-เป็นธรรม ขึ้นมาได้อย่างเป็นจริง-เป็นจัง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อวิชชา'กับโลกธรรมที่ไม่เป็นไปตามความปรารถนา!!!
ตกลงท่านนายกฯ เสี่ยหนู-อนุทิน ก็ยังคงไปต่อ...หรือยังคงอยู่ได้ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญท่านได้วินิจฉัยและตัดสินไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์ ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านของรัฐบาลไม่ขัดอะไรกับรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้พวกที่รู้ลึก รู้มาก แต่อาจไม่รู้จักตัวเองเอาเลยก็เป็นได้ หรือพวกที่สนุกสนานอยู่กับการร่ำลือถึงนายกรัฐมนตรีสำรอง ที่มีชื่อย่อขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ศ.ศาลา อาจถึงขั้นโศกเศร้า ศึม (ซึม) กะทือ หรือไม่? อย่างไร? ก็มิอาจคาดคำนวณได้... (2) คืออันที่จริงความพยายามควานหาว่าใคร? คือผู้ที่มีชื่อย่อขึ้นด้วยตัวอักษร ศ. มันก็อาจคล้ายๆ
ยิ่งใกล้ยิ่งฝุ่นตลบ!
นี่ซิ...ยุทธจักรโล่เงินของแท้ ศึกชิงเก้าอี้ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" หรือ "ผบ.ตร." คนที่ 16 แตะมือต่อไม้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
ใครโง่...ใครฉลาด
สังคมไทยเป็นสังคมที่ตกอยู่ในวังวนของความแตกแยก เพราะวาทกรรมทางการเมืองของนักการเมืองที่ก่อให้เกิดจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน ขอเรียกว่าจุดยืนทางการเมืองก็แล้วกันนะ ไม่ขอเรียกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เพราะที่แตกแยกกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเรื่องของจุดยืนทางการเมืองที่ก่อให้เกิดกีฬาสี ที่แต่ละสีไม่อาจจะเป็นมิตรกันได้
ว่าด้วยมาตรฐานความดีและความชั่ว!!!
มีผู้นำประเทศอย่างท่านนายกฯ เสี่ยหนู อนุทิน หรือมีผู้ว่าฯ กทม.อย่าง ชัชชาติ บุรุษผู้กล้ามใหญ่ในปฐพี อันที่จริงถ้าจะว่าให้ถึงที่สุดแล้ว...มันก็น่าจะพอกล้อมๆ แกล้มๆ น่าจะพอ อยู่ๆ กันไปได้
เริ่มตั้งไข่ศูนย์บัญชาการรบ 'เอไอ'
คิวใหญ่ "กรมปทุมวัน" หากไม่มีอะไรแทรก ไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน ปลายเดือน ก.ค.นี้น่าจะถึงคิวการแต่งตั้ง "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16
ค้านด้วยเหตุด้วยผล...ย่อมดลให้เกิดประโยชน์
ในสังคมประชาธิปไตยโดยทั่วไป ก็จะมีฝ่ายรัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศด้วยนโยบายที่แถลงไว้กับสภาผู้แทนราษฎร และจะทำโครงการต่างๆ เพื่อทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้ ในขณะเดียวกันก็จะมีฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

