
สำหรับนโยบาย 30@30 เป็นที่พูดถึงมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 จนมาถึงปัจจุบันที่นวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยแพร่หลายมากขึ้น และ EV ทั่วโลกกำลังตื่นตัวและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รวมถึงเริ่มเห็นทิศทางของ EV ในประเทศไทยชัดเจนขึ้น วันนี้เลยอยากนำสิ่งที่ finbiz by ttb ได้แนะแนวถึงโอกาสทางธุรกิจมาสรุปเพื่อนำเสนอ โดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
หากถามว่า 30@30 คืออะไร...แนวทางส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 30@30 เป็นนโยบายของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ที่ตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือรถที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศไทย ภายในปี 2030 เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
โดยมีนโยบายส่งเสริมดังนี้ 1.ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน ให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ 2.ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งมาตรการทางภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี 3.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น สถานีอัดประจุและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ พัฒนากฎหมายและระเบียบต่างๆ ให้เหมาะกับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า
จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2565 ปัจจุบันข้อมูลการลงทุนล่าสุดเมื่อปลายปี 2566 จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ให้การส่งเสริมอุตสาหกรรม EV จำนวน 103 โครงการ เงินลงทุนรวม 77,192 ล้านบาท พบว่ารถยนต์ EV จำนวน 18 โครงการ มูลค่า 40,004 ล้านบาท ส่วนรถจักรยานยนต์ EV จำนวน 9 โครงการ มูลค่า 848 ล้านบาท ขณะที่รถบัส EV และรถบรรทุก EV จำนวน 3 โครงการ มูลค่า 2,200 ล้านบาท สำหรับแบตเตอรี่สำหรับรถ EV และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) จำนวน 39 โครงการ มูลค่า 23,904 ล้านบาท ด้านชิ้นส่วนสำคัญ จำนวน 20 โครงการ มูลค่า 6,031 ล้านบาท และสถานีอัดประจุไฟฟ้า จำนวน 14 โครงการ มูลค่า 4,205 ล้านบาท
นอกจากนี้นโยบายด้านภาษีในการสนับสนุนรถขนาดใหญ่ ได้แก่ รถโดยสารไฟฟ้า (E-Bus) และรถบรรทุกไฟฟ้า (E-Truck) ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการซื้อรถโดยสารไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้า โดยมาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่พระราชกฤษฎีกาที่กระทรวงการคลังจะออกมาประกาศใช้ ซึ่งจะมีผลไปจนถึงสิ้นปีหน้า 2568
โดยคาดว่าจะมีรถทั้ง 2 ประเภทที่เป็นรถ EV ในโครงการนี้ แบ่งเป็นรถบัสประมาณ 6,000 คัน และรถบรรทุกประมาณ 4,000 คัน และยังมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนในโรงงานแบตเตอรี่ที่บีโอไอและคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศพิจารณาตามเงื่อนไขอีกด้วย จากปัจจัยทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าเป้าหมาย 30@30 นั้นไม่ไกลเกินเอื้อม โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
จากการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับ SME โดยจะสร้างโอกาสให้สามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของ EV ได้ แต่อาจต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงธุรกิจเดิมเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งสิ่งที่ SME ควรทำ ได้แก่ 1.ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแนวทาง 30@30 หาช่องทางโอกาสและพิจารณาจุดแข็งของธุรกิจ เพื่อปรับธุรกิจให้ตอบสนองและมีความพร้อมอยู่เสมอ
2.ประเมินศักยภาพของธุรกิจ เมื่อพบช่องทางแล้วจึงประเมินศักยภาพ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางนั้นได้ 3.พัฒนากลยุทธ์ เพื่อเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของ EV กำหนดเป้าหมาย แนวทาง และวิธีการดำเนินการ 4.เตรียมตัวขอรับการสนับสนุน หาข้อมูลและขอการสนับสนุนหรือพัฒนาร่วมกันกับพันธมิตรทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หาแหล่งเงินทุนและสถาบันทางการเงินที่จะช่วยหนุนให้การพัฒนาธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น.
รุ่งนภา สารพิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘บ้านผู้สูงวัย’กับโจทย์สังคมไทย
เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ผู้สูงอายุจะมีชีวิตยืนยาวขึ้นอย่างไร” แต่คือ จะใช้ชีวิตอย่างไรในวันที่ต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น ท่ามกลางโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป
ประชุมกพอ.นัดแรกยังดันอีอีซีต่อ
ถ้าไม่ตามข่าวเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด หลายคนอาจจะคิดว่าโครงการ EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) เงียบหายไปหรือเปล่า? แต่ล่าสุดเขามีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญอีกครั้งในปีนี้
สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว
รัฐบาลได้เดินหน้ายกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยทั่วประเทศอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานด้าน ความมั่นคงทุกภาคส่วน ทั้งระดับท้องถิ่น จังหวัด และระดับประเทศ
Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย
เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคปรับจาก “ค้นหา-เปรียบเทียบ” ไปสู่ “ดู-เชื่อ-ซื้อ” ในเวลาไม่กี่วินาที ส่งผลให้กลไกการแข่งขันในอีคอมเมิร์ซ การตลาดและการสร้างรายได้ของคนทำงานยุคใหม่ต้องขับเคลื่อนด้วยความเร็วควบคู่กับความเชื่อมั่นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
‘ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน’
ท่ามกลางค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ ผู้บริโภคไทยจำนวนมากกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการใช้เงิน จากเดิมที่มองหาราคาและโปรโมชัน ไปสู่การประเมิน “ความคุ้มค่าในระยะยาว” เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งด้านชีวิตและการเงินในอนาคต
‘Solar Rooftop’ก้าวข้ามวิกฤตพลังงาน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง ‘ความมั่นคงทางการเงิน’ ของคนไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นเพียงการออมเงินหรือการสร้างรายได้เสริม สู่การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายประจำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งภาวะเงินเฟ้อ ราคาพลังงานโลก และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายครัวเรือนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ช่วย ‘ลดรายจ่ายระยะยาว’ ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนในอนาคต

