กุญแจสู่การเติบโตของ Solar Rooftop

หลายปีที่ผ่านมาการพูดถึง ‘โซลาร์ รูฟท็อป’ (Solar Rooftop) ในประเทศไทยมักวนเวียนอยู่กับเรื่องประสิทธิภาพของแผง เทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ หรือระยะเวลาคืนทุน แต่เมื่อพลังงานสะอาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างจริงจัง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีพร้อมหรือไม่ หากเป็นประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนั้นได้มากเพียงใด

ในความเป็นจริง เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ได้ผ่านจุดพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ต้นทุนอุปกรณ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของระบบสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับหนึ่งทศวรรษก่อน ปัจจุบัน Solar Rooftop คิดเป็นประมาณ 35% ของกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งในประเทศไทย และจำนวนการติดตั้งในภาคครัวเรือนยังเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนว่าอุปสรรคสำคัญของตลาดไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีอีกต่อไป

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” ระบุว่า สิ่งที่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญคือ ต้นทุนการลงทุนครั้งแรก สำหรับเจ้าของบ้านจำนวนมาก การติดตั้ง Solar Rooftop ขนาด 5 กิโลวัตต์ยังต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 130,000-180,000 บาท แม้ระบบจะช่วยลดค่าไฟและมีระยะเวลาคืนทุนเพียง 4-5 ปี แต่การนำเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนในคราวเดียวก็ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการตัดสินใจของหลายครัวเรือน

นี่คือเหตุผลที่มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะสามารถเปลี่ยนสมการการตัดสินใจของผู้บริโภคได้ทันที หากรัฐบาลสนับสนุนเงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีในระดับครัวเรือน ต้นทุนที่เคยเป็นภาระหลักแสนบาทอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นลงและทำให้การลงทุนมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มครัวเรือนชนชั้นกลางที่มีศักยภาพในการผ่อนชำระ แต่ยังไม่พร้อมจ่ายเงินก้อน

เคทีซี กล่าวอีกว่า บทเรียนจากต่างประเทศแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความสำเร็จของพลังงานสะอาดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการติดตั้ง Solar Rooftop สูงที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมีบ้านมากกว่าหนึ่งในสามติดตั้งระบบบนหลังคาแล้ว ปัจจัยสำคัญมาจากนโยบายที่ช่วยลดต้นทุนเริ่มต้นของประชาชนผ่านมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เยอรมนี ซึ่งเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของยุโรป ได้สร้างการเติบโตของตลาด Solar Rooftop ผ่านทั้งเงินอุดหนุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และระบบรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอัตราที่กำหนด (Feed-in Tariff) ที่ช่วยให้ประชาชนเห็นผลตอบแทนของการลงทุนอย่างชัดเจน ส่งผลให้พลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศในที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกประเทศที่ประสบความสำเร็จล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือ การทำให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น เมื่อมองในมิตินี้ บทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่ผู้ผลิตแผงโซลาร์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผู้เล่นที่สามารถเชื่อมเทคโนโลยีไปสู่ผู้บริโภคได้มากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ บทบาทของสถาบันการเงินจึงกำลังมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนค่าไฟฟ้ารายเดือนให้กลายเป็นการลงทุนระยะยาว จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินก้อนตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเฉพาะทาง โปรแกรมผ่อนชำระระยะยาว หรือโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการประหยัดพลังงานในอนาคต ในมุมนี้ผู้ให้บริการทางการเงินไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเงินทุน แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

เคทีซีระบุอีกว่า การสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้บริการทางการเงิน แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้บริโภคกับพันธมิตรด้านพลังงานสะอาด และการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้การตัดสินใจลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้น สะดวกขึ้นและเข้าถึงได้มากขึ้น เพราะความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ได้วัดจากจำนวนแผงโซลาร์ที่ถูกติดตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากจำนวนครัวเรือนที่สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้จริง ยิ่งประชาชนเข้าถึงได้มากเท่าใด ประเทศก็ยิ่งเข้าใกล้เป้าหมายด้านความยั่งยืนมากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ดี การผสานพลังระหว่างนโยบายภาครัฐ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และนวัตกรรมทางการเงิน จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ Solar Rooftop ก้าวจากทางเลือกของคนบางกลุ่ม ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของครัวเรือนไทยในอนาคต และในวันที่พลังงานกำลังเปลี่ยนจากต้นทุนไปสู่สินทรัพย์ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ผลิตแผงโซลาร์ หากแต่เป็นผู้ที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้จริง นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งเศรษฐกิจสีเขียว และคุณภาพชีวิตของคนไทยในทศวรรษข้างหน้า.

 

รุ่งนภา สารพิน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แนะSMEคว้าโอกาส3ปีทอง

แม้สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐ และ จีน อาจจะดูผ่อนคลายลง แต่ความจริงคือ การแข่งขันกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ ย้ายสนามแข่งขันจากกำแพงภาษีเป็นการแยกห่วงโซ่อุปทาน การเร่งพัฒนาเทคโนโลยี และการช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ แม้จะเป็นความเสี่ยงของผู้ประกอบการไทย แต่ก็ถือเป็น โอกาส สำหรับธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว โดยเฉพาะ 3 ปีจากนี้ไป ถูกมองเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำคัญของเศรษฐกิจโลก เมื่อสหรัฐเร่งลดการพึ่งพาจีน ขณะที่จีนเดินหน้าสร้างแต้มต่อใหม่ผ่านเทคโนโลยีและตลาดเกิดใหม่ ท่ามกลางการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ สร้างสมดุลใหม่ของการค้าโลก

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล