
คงต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้รับความสนใจมากขึ้นทั้งจากผู้บริโภค ภาคเอกชน และภาครัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัว โดยหันมาใส่ใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการมีสินค้าทางเลือกที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนในร้านค้าของตน โดย SCB EIC ได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคเกี่ยวกับการบริโภคอย่างยั่งยืน
นางสาวชญานิศ สมสุข นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ระบุว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรู้สึกเชิงบวกเมื่อเจอร้านค้าที่โฆษณาว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen X และ Baby boomer อย่างไรก็ตามความถี่ในการซื้อสินค้าที่มีความยั่งยืนยังไม่มากนัก
และความถี่นี้จะเพิ่มขึ้นตามอายุและรายได้ของผู้บริโภค โดยผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นว่า แรงจูงใจหลักในการซื้อสินค้าที่มีความยั่งยืนคือ การตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะที่อุปสรรคสำคัญในการซื้อสินค้าประเภทนี้คือ สินค้าที่มีความยั่งยืนมักมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปและมีตัวเลือกที่น้อยกว่า
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมและสินค้าทั่วไปมีคุณภาพที่ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่กลุ่มผู้บริโภค Gen X และ Baby boomer มีความมั่นใจในคุณภาพสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ากลุ่มที่อายุน้อยกว่า ขณะเดียวกันหากพิจารณาจากระดับรายได้ จะพบว่าความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าที่มีความยั่งยืนจะลดหลั่นลงตามระดับรายได้ โดยกลุ่มผู้มีรายได้สูงส่วนใหญ่เห็นว่าสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพดีกว่าสินค้าทั่วไปน้อยที่สุด ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่มผู้มีรายได้สูงสามารถเข้าถึงสินค้าเหล่านี้และเคยทดลองใช้แล้ว แต่อาจพบว่าคุณภาพไม่ได้แตกต่างจากสินค้าทั่วไปมากนัก แต่ก็ยังคงมีความสนใจที่จะซื้อต่อไป เพราะต้องการสนับสนุนสินค้าที่ช่วยดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
นอกจากนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยินดีจะจ่ายเงินแพงขึ้นสำหรับสินค้าที่มีความยั่งยืน โดยพบว่าราว 70% ของกลุ่มตัวอย่างยินดีจะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10% ขณะที่ยอมจ่ายเพิ่มมากกว่า 20% สำหรับสินค้าในกลุ่ม Eco-design, สินค้าที่มีฉลากลดโลกร้อน และสินค้าประหยัดพลังงาน นอกจากนี้แม้ผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z จะไม่มั่นใจในคุณภาพสินค้าที่มีความยั่งยืนมากนัก แต่กลับยินดีจ่ายเงินเพิ่มมากกว่า 10% สำหรับสินค้าที่มีความยั่งยืนมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่นๆ เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้หากแบ่งตามกลุ่มรายได้จะพบว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูงยินดีจะจ่ายเงินเพิ่มมากกว่า 10% สำหรับสินค้าที่มีความยั่งยืนสูงที่สุด เพราะมีความตื่นตัวในเรื่องกระแสสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และมีความพร้อมด้านกำลังซื้ออีกด้วย
แน่นอนว่า ร้านค้าที่ต้องการนำสินค้าเพื่อความยั่งยืนมาวางจำหน่าย อาจพิจารณาเพิ่มตัวเลือกสินค้าพร้อมๆ ไปกับการให้ความรู้ และทำการตลาดที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแต่ละกลุ่ม SCB EIC เสนอแนะการปรับกลยุทธ์การตลาดโดยแบ่งตามกลุ่มผู้บริโภค คือ กลุ่ม Gen X และ Baby boomer ควรเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เนื่องจากมีความมั่นใจในคุณภาพและมีความถี่ในการซื้อสินค้าที่มีความยั่งยืนสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ จึงสามารถตั้งราคาสินค้าสูงขึ้นได้แต่ยังคงคุณภาพและประโยชน์ในระยะยาวกลุ่ม Gen Y มีกำลังซื้อ แต่ยังไม่มองหาสินค้าที่มีความยั่งยืนมากนัก ควรใช้กลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและชูประเด็นด้านความรักษ์โลก ขณะที่กลุ่ม Gen Z ไม่มีความมั่นใจในคุณภาพสินค้ามากที่สุด แต่ยินดีจะจ่ายแพงกว่า 10% มากที่สุด ดังนั้นผู้ประกอบการควรเน้นการสื่อสารที่ชัดเจน โปร่งใส และมีการรับประกันคุณภาพเพื่อสร้างความมั่นใจ
รวมถึงกลุ่มผู้มีรายได้สูงมีสัดส่วนที่ยินดีจะจ่ายแพงกว่า 10% และมีความถี่ในการซื้อสินค้าที่มีความยั่งยืนสูงที่สุด ดังนั้นผู้ประกอบการควรเน้นนำเสนอสินค้าพรีเมียมที่มีคุณภาพสูงเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางควรนำเสนอสินค้าที่คุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายมากขึ้น โดยแสดงให้เห็นว่าสินค้าที่มีความยั่งยืนนั้นมีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีความถี่ในการซื้อสินค้าที่มีความยั่งยืนต่ำกว่ากลุ่มอื่นๆ แต่มีความมั่นใจในคุณภาพของสินค้า ควรนำเสนอสินค้าที่มีราคาถูกลงและจับต้องได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น
ในระยะข้างหน้า สินค้าที่มีความยั่งยืนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ผู้บริโภคตระหนักถึงปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนใหญ่ยินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อสินค้าเหล่านี้ ดังนั้นผู้ประกอบการควรเน้นการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ด้านนี้และสร้างความมั่นใจเรื่องคุณภาพ รวมไปถึงปรับกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารที่เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม เพื่อลดอุปสรรคและกระตุ้นยอดขายร่วมด้วย.
รุ่งนภา สารพิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ลุยบูสต์ตลาดนทท.จีนเต็มสูบ
จากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่สงขลา ทำให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าฟื้นฟูและกระตุ้นการท่องเที่ยวในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568
ฝากการบ้านรัฐบาล
โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69
การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%
ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”
‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

