
นายกรัฐมนตรี 2 คนที่มาจากตระกูลชินวัตรต้องถูกยึดอำนาจจากการทำรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 ทำให้นายใหญ่ของพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นหมายเลข 1 ของตระกูลชินวัตรมีความประหวั่นพรั่นพรึงการทำรัฐประหารของทหารเป็นอย่างมาก จึงมีความพยายามที่จะสกัดกั้นการทำรัฐประหารของทหาร โดยพยายามให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม เพื่อให้นักการเมืองสามารถแทรกแซงการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ของนายพลในกองทัพ ความพยายามนี้มีมาตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา
ทวีสิน และต่อเนื่องมาถึงรัฐมนตรีกลาโหมคนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประกาศเรื่องนี้ออกมา ปฏิกิริยาของสังคมก็คือ ไม่เห็นด้วยที่นักการเมืองจะเข้าแทรกแซงกิจการของกองทัพ เพราะเชื่อว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติ ทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทยออกมาชี้แจงว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้เป็นของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นของ สส.คนหนึ่งของพรรคเท่านั้น และให้มีการถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกไปก่อน
ไม่ว่าแกนนำของพรรคเพื่อไทยจะพูดอย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย เพราะข้อความที่โพสต์เกี่ยวกับเรื่องนี้มีโลโก้ของพรรคอยู่ที่มุมบนด้านขวาอย่างชัดเจน และการเสนอกฎหมายจะต้องมี สส.รับรองอย่างน้อย 25 คน ดังนั้นการนำเสนอ พ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ต้องมี สส.ของพรรคอย่างน้อย 25 คนเห็นด้วย และรับรองการนำเสนอ พ.ร.บ.ดังกล่าว เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องดังกล่าวนี้ก็คือ การร่างกฎหมายใดๆ ที่มีเป้าหมายในการยับยั้งการทำรัฐประหาร เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หัวหน้าพรรคร่วมก็ออกมาพูดชัดเจนว่าจะเขียนกฎหมายไว้อย่างไรก็ไม่มีทางนำไปปฏิบัติได้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการทำรัฐประหารก็จะมีการฉีกรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เขียนไว้ก็ไม่มีความหมายอะไร และวิธีการที่จะยับยั้งการทำรัฐประหารที่ดีที่สุดก็คือ นักการเมืองต้องไม่ทำชั่ว ต้องไม่โกงบ้านโกงเมือง
ถ้าหากเราพิจารณาการทำรัฐประหาร 3 ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นการทำรัฐประหารในปี 2534 ปี 2549 และปี 2557 มีต้นตอมาจากการทำตัวชั่วร้ายของนักการเมืองทั้งสิ้น ในปี 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทำรัฐประหารเพราะมีการโกงกินเป็นล่ำเป็นสันจนได้ชื่อว่าเป็น Buffet Cabinet คือ รัฐมนตรีหลายคนมีการโกงกินกันมหาศาล และยังมีเรื่องที่รัฐบาลพยายามเข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งนายทหารในตำแหน่งสำคัญๆ
ในปี 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำรัฐประหารเพราะรัฐบาลมีพฤติกรรมที่ชั่วร้าย 4 เรื่อง คือ 1) สร้างความแตกแยก 2) มีการโกงกิน 3) แทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระทำลายกระบวนการตรวจสอบ และ 4) จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ประชาชนจำนวนมากรับไม่ได้ เกิดการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองที่มีชื่อว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีคนมาร่วมชุมนุมมากมาย และใช้เวลามากกว่า 100 วันในความพยายามที่จะขับไล่รัฐบาล มีความขัดแย้งระหว่างคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงที่เรียกว่าแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจุดเริ่มต้นของความแตกแยกระหว่างประชาชนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงที่มีความต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ในปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมเพราะทำผิดกฎหมายหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแบบสุดซอย ยกโทษให้คนที่ทำผิดทางการเมือง รวมเอาคนทุจริต คนฆ่าและทำร้ายคนอื่น คนเผาบ้านเผาเมืองตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2556 สาระของพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องที่ประชาชนรับไม่ได้ จึงรวมตัวกันชุมนุมต่อต้าน จำนวนคนร่วมชุมนุมหลายล้านคน เพราะมีการกระทำที่ผิดหลักจริยธรรม ขาดหลักธรรมาภิบาลของรัฐบาลหลายเรื่องนอกเหนือจากการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ได้แก่ การโกงโครงการจำนำข้าวที่ทำให้ประเทศเสียหายหลายแสนล้าน การโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรมเพื่อช่วยเหลือญาติพี่น้อง ในขณะที่มีการชุมนุมของคนหลายล้านคนที่ต่อต้านรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรม ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลก็มีการชุมนุมเช่นกัน ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลถูกทำร้าย มีคนตายหลายสิบคน และมีคนบาดเจ็บหลายร้อยคน และมีแนวโน้มว่าประชาชน 2 ฝ่ายอาจจะปะทะทำร้ายกัน คสช.จึงต้องทำรัฐประหารเพื่อยับยั้งการปะทะกันของประชาชน และกำจัดรัฐบาลที่หมดความชอบธรรม
แม้ว่าคำว่า “รัฐประหาร” อยู่โดดๆ จะเป็นคำที่มีความหมายเชิงลบ หมายถึงการเข้าสู่อำนาจของกลุ่มคนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และมีลักษณะเป็นเผด็จการ แต่ถ้าหากมีการพิจารณาต้นตอของการทำรัฐประหารแต่ละครั้ง เราก็จะเห็นว่าการทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นเป็นความจำเป็นเพื่อกำจัดนักการเมืองชั่ว นักการเมืองขี้โกง นักการเมืองที่เล่นพวก นักการเมืองที่ไม่เคารพกฎหมาย นักการเมืองที่ทำผิดรัฐธรรมนูญ นักการเมืองที่เอาเปรียบคนอื่น และบางกรณีการกระทำบางอย่างของพวกเขาเป็นการ “ขายชาติ” ดังนั้นเราจึงได้เห็นประชาชนจำนวนมากพึงพอใจการทำรัฐประหาร 3 ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในปี 2534 ปี 2549 และปี 2557 มีการนำดอกไม้และอาหารมามอบให้ทหาร มาถ่ายรูปกับทหารที่รักษาความสงบในพื้นที่ต่างๆ เพราะพวกเขามองเห็นว่าการทำรัฐประหารทั้ง 3 ครั้งเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะไม่มีหนทางอื่นใดที่จะกำจัดนักการเมืองชั่วได้
ดังนั้น เราจึงสรุปได้ว่าถ้าหากนักการเมืองไม่ทำชั่ว ก็ไม่ต้องกลัวรัฐประหาร การออกกฎหมายป้องกันการทำรัฐประหารจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จะเขียนกฎหมายอย่างไรก็เขียนได้ แต่ในเชิงปฏิบัติ กฎหมายที่เขียนไว้ไม่สามารถป้องกันการทำรัฐประหารได้ การบริหารประเทศที่มีจริยธรรมตามหลักธรรมาภิบาลต่างหากที่สามารถยับยั้งการทำรัฐประหารได้ ถ้าหากนักการเมืองไม่ทำชั่ว แล้วทหารลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร ประชาชนก็ไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน แต่ถ้านักการเมืองชั่ว ประชาชนก็จะเห็นความจำเป็นและเห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ดังนั้นแค่นักการเมืองไม่ทำชั่ว ก็ไม่ต้องกลัวรัฐประหารหรอกนะ ง่ายแค่นี้ ทำได้ไหมล่ะ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พรปีใหม่ 2569
จะปีนั้น-ปีนี้...ใช่ปีใหม่ แค่ เวลา เลื่อนไหลไปตามวิถี ไม่ว่า ใหม่ หรือ เก่า ก็เท่านี้ เท่าที่ สิ่งนี้-สิ่งนี้ ...จะเป็นไป
สดุดี 'ทหาร-ตำรวจ'
สัปดาห์สุดท้ายปลายปี 2568 และกำลังจะก้าวเข้าสู่ "ปีใหม่" พุทธศักราช 2569 แวดวง "กากีกะสีเขียว" ตลอดปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวมากมายหลากหลาย โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
ประเทศไทยในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง!!!
จากที่เคยเรียกๆ กันว่า คุณพ่ออเมริกา อันเนื่องมาจากความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ระดับสามารถ สั่งหันซ้าย-หันขวา ใครต่อใครมาทั่วทั้งโลก แม้แต่ประเทศไทยแลนด์
ถึงคิว 'ปอยเปต'
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
สถานะเมืองรัตนโกสินทร์หลังศึกเขมรรอบสอง
ผู้เขียนขอพักบทความลีลาชีวิตท่านที่ลัคนาสถิตราศีมีนปี 2569 ซึ่งเป็นลัคนาสุดท้ายที่จะเขียนไว้พลางก่อน เพราะเมืองคับขันเกิดการสู้รบ
อันตรายของ'พรรคการเมือง'และ'ชาติบ้านเมือง'!!!
จะเป็นเดือนนี้-ปีนี้ หรือเดือนหน้า-ปีหน้า...ก็ยังมิอาจสรุปได้ ว่ารัฐบาล เสี่ยหนู ท่านจะ ยุบสภา กันในช่วงไหน จังหวะไหน (ล่าสุด...เห็นว่าทูลเกล้าฯ ถวายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)

