ดันสิ่งต้องห้ามสู่พืชเศรษฐกิจ

ในปี 2564 ที่ผ่านมานั้นมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่เป็นผลเสียหรือผลกระทบให้กับสังคมไทย อย่างเช่น การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่! รวมถึงยังเป็นปีที่เกิดการสูญเสียของชีวิตคนไทยจากโควิดมากมายจนทำให้กำลังใจของหลายฝ่ายนั้นเริ่มอ่อนแรงลง แต่กลับกันก็ยังเป็นปีที่มีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นมากมายเช่นกัน ที่พอจะช่วยผลักดันให้เกิดผลดีต่อสังคมได้

ทั้งการฉีดวัคซีนที่มีมากขึ้น มาตรการต่างๆ ที่ออกมากระตุ้น ทำให้การเติบโตของภาพรวมเศรษฐกิจไม่ติดลบ การส่งเสริมในด้านที่เคยเป็นข้อห้าม หนึ่งในนั้นคือเรื่องของพืชสมุนไพรต่างๆ ที่ได้ผ่อนปรนให้กลับมาเป็นสิ่งถูกกฎหมายและส่งเสริมให้เป็นอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันเศรษฐกิจอีกช่องทางหนึ่ง นั่นก็คือ กัญชา และกัญชง

แม้ว่าพืชสองชนิดนี้จะมีความคล้ายกัน แต่ทางด้านคุณลักษณะพิเศษจะแตกต่างกัน จึงสามารถทำไปพัฒนา แปรรูปได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งสมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย (TIHTA: Thai Industrial Hemp Trade Association) ได้ให้ข้อมูลว่า ในปี 2564 เป็นปีแรกที่ทางสมาคมได้เปิดตัวและขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการ ซึ่งคณะที่ปรึกษา อุปนายก คณะกรรมการแต่ละฝ่ายของสมาคม สมาชิก รวมถึงหน่วยงานภาคีได้ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อผลักดันพืชกัญชงสู่อุตสาหกรรม และเพื่อให้เป็นพืชเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

โดยในปี 2565 เองก็ได้มีการเร่งกำหนดแผนงานที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งล่าสุดมีการประชุมใหญ่สามัญเพื่อกางแผนดำเนินงานในปี 65 โดยจะรับฟังความเห็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกัญชงและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดแนวทางและโครงสร้างราคากลางในการซื้อ-ขายกัญชงภายในไตรมาสแรกของปี 65 และเตรียมพร้อมการเป็นเจ้าภาพการจัดงานระดับนานาชาติ Thailand International Hemp Forum & Expo 2022 อีกด้วย

ด้าน พรชัย ปัทมินทร นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย (TIHTA) กล่าวไว้ว่า หนึ่งในภารกิจเป้าหมายของทางสมาคมในปี 2565 คือ การกำหนดแนวทางและโครงสร้างราคากลางในการซื้อ-ขายกัญชง โดยคณะกรรมการสมาคมได้ร่วมหารือและมีมติว่าจะมีการเปิดรับฟังความเห็น (Public Hearing) ในกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ปลูก ผู้รับซื้อ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ครั้ง

และออกประกาศแนวทางโครงสร้างราคากลางภายในไตรมาสแรกของปี 2565 และดำเนินงานต่อเนื่องเรื่องราคาสารสกัดทุกรูปแบบในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความสมดุลในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมกัญชงให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเกณฑ์ในการตั้งราคากลางผลผลิตกัญชง ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้

1.ปริมาณสารสำคัญในช่อดอก 2.รูปแบบการปลูกสัมพันธ์กับต้นทุนการผลิต และเกรดการผลิต และ 3.การปนเปื้อนของวัตถุดิบ เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก และเชื้อรา โดยเบื้องต้นสมาคมมีการจัดรวบรวมข้อมูลโครงสร้างราคาเฉลี่ยเป็นดังนี้ ราคาช่อดอกแห้งจากการปลูกระบบปิด (Indoor) ที่ตรงตามเงื่อนไขมาตรฐานการรับซื้อจะเริ่มต้นที่ 24,000-32,000 บาท/กิโลกรัม ในระดับสาร CBD 8-9.9% ไปจนถึงราคา 45,000-90,000 บาท/กิโลกรัม ในระดับสาร CBD 14% ขึ้นไป

และราคาช่อดอกแห้งจากการปลูกระบบกึ่งปิด (Green House) ที่ตรงตามเงื่อนไขมาตรฐานการรับซื้อจะเริ่มต้นที่ 5,000-12,000 บาท/กิโลกรัม ในระดับสาร CBD 5-7.9% ไปจนถึงราคา 15,000-40,000 บาท/กิโลกรัม ในระดับสาร CBD 10% ขึ้นไป เป็นต้น

ซึ่งมาตรฐานการตรวจวัดคุณภาพของวัตถุดิบ สารสำคัญ สารปนเปื้อน ฯลฯ ให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจยืนยันที่ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ ด้วยเครื่องมือที่ใช้หลักการโครมาโตกราฟีแบบของเหลวสมรรถนะสูง หรือสูงกว่า และระบบการตรวจแล็บที่ได้รับมาตรฐาน ISO17025 เพื่อความแม่นยำ และเป็นกลางสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย โดยกำหนดการเปิดเวทีรับฟังความเห็นเพื่อกำหนดแนวทางและโครงสร้างราคากลางในการซื้อ-ขายกัญชง จะเริ่มต้นครั้งที่ 1 ในเดือน ม.ค. ครั้งที่ 2 ในเดือน ก.พ. และครั้งที่ 3 ในเดือน เม.ย.65 โดยสมาคมจะออกประกาศสู่สาธารณะอีกครั้ง

แน่นอนว่า การดำเนินงานทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะผลักดันให้อุตสาหกรรมกัญชงก้าวไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้นำเสนอความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมกัญชงของไทย รวมถึงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพันธมิตรในอุตสาหกรรมกัญชงร่วมกันอีกด้วย.

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน