
คางดำ
“ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด” สถานการณ์ที่หลายฝ่ายจับตา และจะส่งผลถึงทิศทางการเมืองและรัฐบาล โดยเฉพาะปมชั้น 14 เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ประเมินโดยโพสต์เฟซบุ๊กว่า ผลสอบแพทยสภา กระทบต่อรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง
หลังจากคณะกรรมการแพทยสภาได้แถลงผลการสอบ กรณี นายทักษิณ ชินวัตร ป่วยรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งพบว่าไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่านายทักษิณป่วยวิกฤต ทำให้มีการวิเคราะห์ถึงอนาคตของนายทักษิณ
ว่า ผลการสอบของคณะกรรมการแพทยสภา น่าจะเป็นสารตั้งต้น ที่นำไปสู่การไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอาจจะทำให้นายทักษิณต้องถูกบังคับโทษตามหมายศาลฎีกา คือไปรับโทษใหม่ตามที่ได้รับพระราชทานลดโทษจำคุกเหลือ 1 ปี
นายทักษิณจะไม่สามารถควบคุม หรือบงการรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมานายทักษิณเป็นคนกำหนดนโยบาย เป็นคนมอนิเตอร์พรรคร่วมรัฐบาล ขันนอตการทำงานของรัฐมนตรีทุกคน เมื่อกลับไปอยู่ในเรือนจำ อาจทำให้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน เว้นแต่รัฐบาลชุดนี้เปิดดีลต่อ หรือต่อดีลลับที่มีอยู่แล้ว ฝ่ายอนุรักษนิยมไฟเขียวให้ต่อดีลออกไปอีก ซึ่งดีลเดิมยังทำไม่สำเร็จเลยแม้แต่ข้อเดียว คือ
1.พรรคเพื่อไทยต้องเอาชนะพรรคก้าวไกลเดิม หรือพรรคประชาชนให้ได้ ซึ่งวันนี้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยุบสภาไปเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่สามารถเอาชนะพรรคประชาชนได้
2.ต้องการให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน เพราะเชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้ แต่ตอนนี้บริหารประเทศมาครึ่งเทอม สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ไม่เป็นไปตามราคาคุย หรือที่ให้ไว้กับฝ่ายอนุรักษนิยม
3.จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ เพื่อให้คนในชาติรักสามัคคีกัน บ้านเมืองสงบไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง แต่ตอนนี้ความขัดแย้งทางการเมืองยังมีอยู่ และเป็นความขัดแย้งที่มาจากตัวนายทักษิณเอง
ดีล 3 ข้อนี้ยังทำไม่สำเร็จ ถ้ารัฐบาลชุดนี้หรือนายทักษิณเปิดดีลต่อกับฝ่ายอนุรักษนิยมได้ อาจทำให้รัฐบาลชุดนี้เดินต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ถ้าหากฝ่ายอนุรักษนิยม หักดีล ปิดดีล ล้มดีลไป รัฐบาลชุดนี้ ที่มี แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ ก็ถึงจุดจบทางการเมือง
“ขอให้จับตาดูว่า สถานการณ์ทางการเมือง ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ และรัฐบาลชุดนี้ จะต่อดีลเดิม หรือเปิดดีลใหม่กับฝ่ายอนุรักษนิยมได้หรือไม่”
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน โดยแสดงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทั่วประเทศ
จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนร่างงบประมาณปี 2569 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ โดยเสนอให้ “รัดเข็มขัด” ลดงบที่ไม่จำเป็น เช่น งบก่อสร้างอาคาร อย่างงบที่จะเอาไปซ่อมอาคารสภาที่ใช้งานมาเพียงห้าปี งบก่อสร้างถนน งบจัดซื้อคุรุภัณฑ์ รถประจำตำแหน่ง และงบศึกษาดูงานที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเลย ปีนี้คือปีแห่งความไม่แน่นอน รัฐบาลจึงต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุด
พร้อมยกตัวอย่างรายงานขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) ประเทศไทย ที่ออกมาชี้ว่าการใช้งบลงทุนในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 900,000 ล้านบาท แต่มีการประเมินจากภาคเอกชนที่รับงานภาครัฐว่า ต้องจ่ายใต้โต๊ะ หรือมีการคอร์รัปชันสูงถึงร้อยละ 30 คิดเป็นเงินถึง 300,000 ล้านบาท หรือหนึ่งในสามของงบประมาณที่สูญหายไปเข้ากระเป๋านักการเมือง และข้าราชการขี้โกง ซึ่งควรจะเป็นงบที่นำไปพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสร้างอาชีพให้กับคนไทย
“รัฐบาลชุดนี้ใช้งบประมาณปี 2569 ด้วยการกู้เงินสูงเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น “ทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีของประชาชน และเป็นภาระหนี้ที่ต้องจ่ายกันชั่วลูกชั่วหลาน” รัฐบาลจึงต้องใช้งบอย่างคุ้มค่าและซื่อสัตย์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” คุณหญิงสุดารัตน์ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
ผ่านที่ประชุม ครม.เรียบร้อยแล้วสำหรับร่าง พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล
บันทึกหน้า 4
ความคิด สถานการณ์การเมืองในห้วงเวลานี้ แม้จะยังมีแรงกระเพื่อมในหลายมิติ แต่ประเด็นที่ถูกจับตาหนักกลับหนีไม่พ้น ปากท้องประชาชน ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและเศรษฐกิจชะลอตัว
บันทึกหน้า 4
บันทึกในวันฉัตรมงคล วันหยุดราชการที่ระลึกถึงวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แล้วพรุ่งนี้ สังคมคนทำงานก็จะเข้าสู่โหมดปกติ หลังจากหยุดต่อเนื่องมาตั้งแต่วันแรงงานแห่งชาติ
บันทึกหน้า 4
สวัสดีวันแรงงาน 1 พ.ค.69 ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ รมว.แรงงาน เคยย้ำไว้ วันนี้เป็นวันหยุดตามกฎหมาย นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ถูกต้อง หากสั่งทำงานต้องได้ค่าตอบแทนเพิ่ม หรือหยุดชดเชยให้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
บันทึกหน้า 4
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ดูเหมือนสถานการณ์ระดับโลกไปๆ มาๆ ก็ต้องมี “ไทยแลนด์แดนสยาม” เข้าไปมีเอี่ยวไม่มากก็น้อย โดยล่าสุดเมื่อ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ “ยูเอเอี” ขอถอนตัวจากสมาชิกโอเปก
บันทึกหน้า 4
จังหวะการเมืองฝั่งฝ่ายค้านเริ่มขยับอย่างมีนัยสำคัญ หลังพรรคประชาชน (ปชน.) เดินหน้าปรับโครงสร้างภายในอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเติมเต็มตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ภายใต้การนำของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ยังคงยืนเป็นแกนนำหลัก และเตรียมก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ

