
ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบการทบทวนมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2502 เรื่อง การเดินรถขนส่งต่างจังหวัด จากเดิมให้บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) รับภาระเดินเฉพาะรถโดยสาร เป็นให้ บขส.มีภารกิจด้านการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อให้ บขส.สามารถดำเนินกิจการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาและขยายธุรกิจให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรและสามารถนำรายได้จากการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์มาชดเชยรายได้จากธุรกิจเดินรถโดยสารประจำทางที่ลดลงได้
ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงมอบหมายให้ บขส. ดำเนินแผนธุรกิจรับ-ส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ จากนโยบายดังกล่าวซึ่งจะช่วย พัฒนาศักยภาพสถานีเดินรถส่วนภูมิภาคให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของชุมชน ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยในการส่งสินค้าถึงปลายทางได้รวดเร็วขึ้น พร้อมสร้างรายได้ให้กับองค์กร โดยรูปแบบการให้บริการดังกล่าวคือ บขส.ทำหน้าที่รวบรวมและขนส่งพัสดุขนาดใหญ่จากสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศไปยังศูนย์ไปรษณีย์ปลายทาง ก่อนที่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จะรับช่วงดำเนินการจัดส่งพัสดุถึงมือผู้รับ (Hub to Door) ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการขนส่งในระดับภูมิภาคและการกระจายพัสดุตลอดทั้งประเทศ
ปัจจุบัน บขส.มีศูนย์รับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ในภูมิภาคทั้งสิ้น 16 แห่ง และมีจุดบริการที่สถานีเดินรถของ บขส.อีก 93 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งมีเส้นทางให้บริการรถพัสดุ 6 เส้นทาง จากการดำเนินงานพบว่ามีประชาชนใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยในต่างจังหวัดที่จัดส่งสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก
ล่าสุด นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ให้ข้อมูลว่า บขส.ได้ขยายพื้นที่การให้บริการรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ในพื้นที่แหล่งชุมชนเพิ่มอีก 12 จุด (New Drop Point) เพื่อให้เป็นจุดทำการและจุดรับ-ส่งพัสดุครอบคลุมทุกพื้นที่มากขึ้น สะดวกต่อการเดินทางมาใช้บริการ และตอบโจทย์การขนส่งยุคใหม่ที่เน้นความรวดเร็วและความปลอดภัย โดยพื้นที่ 12 จุดที่เพิ่ม ได้แก่ สถานีเดินรถอยุธยา (จุดจอดเจ้าพรหม), สถานีเดินรถพิษณุโลก (ที่ทำการสถานี), สถานีเดินรถยโสธร (ที่ทำการสถานี)
สถานีเดินรถบ้านแพง (ที่ทำการสถานี), สถานีเดินรถสระบุรี (จุดจอดบ้านแก้ง), สถานีเดินรถสุรินทร์ (ที่ทำการสถานี), สถานีเดินรถเชียงราย (อำเภอพาน), สถานีเดินรถแม่สาย (อำเภอเมืองฯ), สถานีเดินรถเกาะสมุย (ลิปะใหญ่), สถานีเดินรถนราธิวาส (อำเภอยี่งอ), สถานีเดินรถเพชรบุรี (จุดจอดท่ายาง) และสถานีเดินรถปัตตานี (ถนนนาเกลือ) ขณะเดียวกัน บขส.ได้วางแผนขยายเพิ่มอีก 50 จุดในปีงบประมาณ 2569 ตามแผนพัฒนาธุรกิจรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์
ส่วนด้าน อัตราค่าบริการ บขส.กำหนดราคาที่เข้าใจง่ายและแบ่งตามขนาด/ประเภทสินค้า ตัวอย่างเช่น กล่องขนาดเล็กสุด (กล่อง A) ไม่เกิน 50 เซนติเมตร น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม ค่าบริการเริ่มต้นที่ 30 บาท ส่วนการขนส่งรถจักรยานยนต์คิดราคาตามขนาดเครื่องยนต์ เช่น เครื่องยนต์ไม่เกิน 110 ซีซี ค่าบริการเริ่มต้นที่ 1,300 บาท ขณะที่การขนส่งรถจักรยานคิดตามขนาด เช่น ขนาดเล็กสุดไม่เกิน 14 นิ้ว ค่าบริการเริ่มต้นที่ 200 บาท ข้อกำหนดการรับฝากพัสดุระบุว่าพัสดุต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 50 กิโลกรัม ทั้งนี้มีการให้ความคุ้มครองประกันความเสียหายตามมูลค่าที่ฝากส่ง แต่จำกัดวงเงินไม่เกิน 1,000 บาท
บขส.มองว่าความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในรูปแบบ Hub to Door จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป โดยช่วยลดขั้นตอนการขนส่งที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัวในการกระจายพัสดุ และทำให้ต้นทาง-ปลายทางเชื่อมโยงกันได้ดียิ่งขึ้น สำหรับผู้ใช้บริการ พัสดุสามารถฝากส่งได้ที่ศูนย์และจุดบริการของ บขส.ที่เปิดให้บริการในแต่ละจังหวัด ซึ่ง บขส.จะรับพัสดุและบริหารการขนส่งสู่ศูนย์ไปรษณีย์ปลายทางเพื่อให้ไปรษณีย์ไทยจัดส่งต่อถึงผู้รับ
นอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในด้านความสะดวกและความรวดเร็ว บขส.คาดว่าการพัฒนาธุรกิจรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์จะเป็นช่องทางสร้างรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้โครงสร้างพื้นฐานของสถานีเดินรถภูมิภาค ขณะเดียวกันขอแจ้งเตือนสำหรับผู้ใช้บริการสามารถส่งสินค้าได้หลากหลาย เช่น สินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค และห้ามรับฝากวัตถุอันตราย วัตถุไวไฟ ของต้องห้ามตามกฎหมาย รวมถึงสารเสพติด.
กัลยา ยืนยง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฝากการบ้านรัฐบาล
โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69
การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%
ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”
‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ปี69อุตฯยานยนต์ยังเหนื่อย
ในช่วง 2-3 ปีนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ไฟฟ้ามากขึ้นและเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีความผันผวนจากปัจจัยท้าทายรอบด้าน

